Real estate & condomanager community

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ลูกบ้านคอนโด : ลูกบ้านสูงวัย หัวใจละอ่อน (ยก 2)

หลังจากนั้น she กับผมก็ไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกนาน ลืมบอกท่านไปอย่างนึงว่า she ที่ผมเล่าถึงอยู่นี้ She เป็นผู้เช่านะครับ ไม่ใช่เจ้าของร่วม แต่โดยหน้าที่ของผู้จัดการคอนโด เราจะมานั่งแบ่งแยกไม่ได้ว่า คนนี้เป็นเจ้าของร่วมต้องดูแลให้ดีหน่อย คนนี้เป็นผู้เช่า ไม่ต้องไปใส่ใจมากก็ได้ แบบนี้ไม่ได้ เราถือว่าไม่ว่าจะเป็นผู้เช่าหรือเจ้าของร่วม ผู้จัดการคอนโดต้องดูแลอย่างเท่าเทียมกัน เพราะบุคคลทั้งสองกลุ่มอาจจะมีสถานะต่างกันในเชิงของความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ อาจจะมีสิทธิ์มีเสียงหรือส่วนร่วมในการลงมติต่างๆ ไม่เหมือนกัน แต่เหมือนกันตรงที่เป็นลูกบ้านอยู่ในคอนโดเดียวกัน ต้องปฏิบัติภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับเดียวกัน ดังนั้น ก็ควรได้รับการดูแลและได้รับการบริการภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

กับ she ท่านผู้นี้ก็เหมือนกัน ผมไม่เคยคิดว่า she เป็นผู้เช่าแล้วจะมาตั้งเงื่อนไข เพื่อปฏิเสธหรือให้บริการที่แตกต่างจากเจ้าของร่วม ดังนั้น เมื่อวันหนึ่งมาถึง she ก็โทรลงมาที่สำนักงานคอนโด เผอิญผู้ช่วยผมเป็นคนรับสาย she โทรลงมาบอกว่า ขอให้ช่วยส่งช่างขึ้นมาดูที่ระเบียงห้องของ she หน่อย เพราะมันมีรอยเหมือนน้ำรั่วออกมาจากผนังระเบียงห้อง ผู้ช่วยผม ( เขามีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการอาคาร ซึ่งดูแลรับผิดชอบงานทางด้านอาคาร ( building management ) คืองานวิศวกรรมและงานความสะอาด ฯลฯ ) ก็ขึ้นไปดูพร้อมกับหัวหน้าช่างอาคาร

ผลก็คือมีน้ำรั่วซึมออกมาจากแนวก่ออิฐฉาบปูนที่พื้นระเบียงห้อง คือมีการต่อเติม โดยเดินท่อน้ำจากห้องน้ำออกมาสำหรับทำความสะอาดบริเวณระเบียงห้อง แล้วก็ก่ออิฐฉาบปูนปูกระเบื้องทับท่อน้ำเพื่อให้ดูกลมกลืนกับกระเบื้องของระเบียง ทีนี้ช่างที่ทำไว้อาจจะบกพร่องอย่างไรไม่ทราบ น้ำจากท่อที่ว่าก็รั่วซึมออกมาจากแนวก่ออิฐฉาบปูน อันนี้เป็นการต่อเติมเพิ่มขึ้นมา อาจจะโดยเจ้าของห้องหรือผู้เช่าก็แล้วแต่ ประเด็นคืองานลักษณะนี้โดยสภาพของมันเองไม่มีความเกี่ยวข้องกับระบบวิศวกรรมของอาคาร เพราะเขาต่อเติมเพิ่มขึ้นมาใช้ประโยชน์ภายในห้องชุดของเขาเอง นั่นคือประการแรก

ประการต่อมาก็คือ คอนโดที่ผมดูแลเคยประกาศให้ลูกบ้านทราบแล้วว่า ช่างอาคารไม่มีหน้าที่ซ่อมแซมทรัพย์สินส่วนบุคคลภายในห้องชุด แต่ถ้าจะจ้างเป็นการส่วนตัวนอกเวลางานก็ไปคุยกันเอง ประการสุดท้ายคือวันที่เกิดเหตุเป็นวันศุกร์ คอนโดก็มีระเบียบห้ามทำงานตกแต่งหรือซ่อมแซมภายในห้องชุดในวันเสาร์ - อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่อป้องกันเสียงหรือกลิ่นที่เกิดจากการทำงานรบกวนลูกบ้านท่านอื่น ที่ต้องการพักผ่อนในวันหยุด ทั้งสามปัจจัยที่ว่านี่แหละครับทำให้ she กับผมต้องเกิดการปะทะกันในยกที่ 2

หลังจากที่ผู้ช่วยฯและหัวหน้าช่างดูอาการเสร็จกำลังเดินทางกลับลงมาจากห้องของ she ยังไม่ถึงสำนักงานด้วยซ้ำไป ตอนนั้นประมาณ 4 - 5 โมงเย็นได้แล้ว she ก็โทรลงมาที่สำนักงานซึ่งผมอยู่รับสายพอดี โดยที่ผมยังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องเป็นอย่างไรมาอย่างไร พอ she บอกว่า พี่ต้องการให้ช่างขึ้นมาซ่อมท่อน้ำรั่วในห้องพี่พรุ่งนี้ ผมก็ต้องตอบไปตามหลักการกว้างๆว่า ปกติช่างอาคารจะไม่ซ่อมทรัพย์สินส่วนตัวของลูกบ้านในห้องนะครับ แต่ถ้าคุณพี่จะจ้างเป็นการส่วนตัวก็คงต้องคุยเรื่องค่าตอบแทนกันเอง แล้วก็วันเสาร์ - อาทิตย์คอนโดไม่อนุญาตให้ทำงานตกแต่งซ่อมแซมนะครับ เพราะจะรบกวนลูกบ้านท่านอื่นครับ

อาจจะเป็นโดยที่ she ยังอารมณ์ค้างจากเรื่อง ASTV อยู่หรือไงไม่ทราบได้ พอได้ยินแค่นั้น she ก็ขึ้นเสียงเลยครับ ฉันไม่เคยใช้งานใครฟรีอยู่แล้ว คุณถามหัวหน้าช่างอาคารดูได้เลยว่าฉันเรียกใช้งานเขาทุกครั้ง ฉันก็ให้ค่าตอบแทนเขาทุกครั้ง แล้วถ้าคุณไม่ให้ฉันทำวันเสาร์ - อาทิตย์ จะให้ฉันไปทำวันไหน วันธรรมดาฉันก็ต้องทำงาน ฉันก็ต้องทำมาหากินเหมือนกัน พอดีจังหวะที่ผมกำลังฟัง she ระเบิดอารมณ์อยู่ หัวหน้าช่างกับผู้ช่วยฯ ก็เดินเข้ามาถึง ออฟฟิศพอดี ผมก็เลยบอก she ว่า เดี๋ยวผมขอคุยรายละเอียดกับช่างก่อนนะครับ ได้ความว่าไงจะโทรขึ้นไปบอก

พอเข้าใจเรื่องราวผมก็ถามหัวหน้าช่างว่า คุณจะรับจ๊อบนี้หรือเปล่า หรือถ้าคุณไม่รับจะให้ลูกทีมคุณรับก็ได้ แต่ขอให้นัดหมายเป็นวันอื่น อย่าให้เป็นเสาร์ - อาทิตย์ หัวหน้าช่างบอกไม่เอาครับ แล้วก็ไม่อยากให้ลูกทีมผมเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเหมือนกันครับ ลูกบ้านห้องนี้กิตติศัพท์เป็นอย่างไรก็รู้ๆกันอยู่ ผมถามว่า เขาบอกว่าเคยเรียกใช้งานคุณแล้วก็ให้ค่าตอบแทนทุกครั้ง แสดงว่าเขาต้องไว้ใจคุณมาก ไม่อยากช่วยเขาหน่อยหรือไง หัวหน้าช่างบอก ที่ผมเคยเข้าไปซ่อมให้ ก็เป็นเพราะไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร พอดีคอนโดติดประกาศว่าช่างอาคารไม่มีหน้าที่ซ่อมภายในห้องนั่นแหละครับ ผมถึงใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิเสธได้ ผมเคยแนะนำให้ลูกทีมผมเข้าไปซ่อม เขาก็ไม่เอา ผมก็เลยบอกให้หัวหน้าช่างช่วยติดต่อช่างข้างนอกอาคารมาดู แล้วตีราคาเสนอค่าซ่อมเขาไป

ระหว่างที่รอให้หัวหน้าช่างติดต่อช่างนอกอาคาร ผมก็ยังไม่ได้โทรขึ้นไปแจ้งผลกับ she เพราะไม่แน่ใจว่าจะได้ช่างหรือเปล่า สามี she ก็ โทรลงมา สามี she เป็นชาวต่างชาติครับ ผมไม่แน่ใจว่า she ต้องการอะไร ถึงต้องให้สามีที่เป็นชาวต่างชาติโทรมาคุยกับผม อาจจะเป็นเพราะเห็นว่า ผู้ชายกับผู้ชายคุยกันน่าจะมีเหตุผล แล้วก็เข้าใจกันได้มากกว่า หรือ she อาจต้องการแสดงตัวตนของ she ให้ผมเห็นว่า she ไม่ธรรมดา อินเตอร์เหมือนกัน หรืออาจจะต้องการเอาชาวต่างชาติที่มักคิดว่าตัวเอง ศิวิไลซ์ กว่าเรามาโชว์พาวหรือเปล่า

แต่ไม่เป็นไรครับ ผมก็ชี้แจงให้ทราบว่า เรื่องมันเป็นอย่างไรมาอย่างไร he ก็บอกว่า ชั้นที่ไออยู่เนี่ยะ มันไม่มีคนอยู่หรอกทั้งฟลอร์ก็มีไออยู่ครอบครัวเดียว แล้ววันธรรมดาไอกับภรรยาก็ต้องไปทำงาน ไม่สะดวก นอกจากเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ผมก็บอกไม่เป็นไร เดี๋ยวไอติดต่อช่างข้างนอกได้แล้ว จะให้ขึ้นไปดูสภาพปัญหา แล้วคุยเรื่องราคากับยู แล้วจะทำวันไหนก็ค่อยมาคุยกันอีกที

หลังจากช่างนอกอาคารเข้ามาดูสภาพงานแล้วตกลงราคากับ she ได้แล้ว เนื่องจากเป็นงานเฉพาะกิจที่ไม่ได้นัดหมายกันล่วงหน้า แล้วก็ให้บังเอิญเป็นเรื่องพอดีหรือพอร้ายไม่ทราบได้ ช่างนอกก็ดันไม่ว่างวันเสาร์ - อาทิตย์อีกเหมือนกัน แล้วก็ไม่ได้คุย ไม่ได้บอกกับ she เรื่องนี้ด้วย พอผมบอกให้โทรขึ้นไปบอก she ด้วยว่า จะเข้ามาซ่อมวันไหน เท่านั้นแหละครับ she ก็ขอคุยกับผม แล้วก็ ขึ้นเสียงตามเคยว่า ฉันบอกแล้วไงว่าฉันว่างวันเสาร์ - อาทิตย์ วันธรรมดาฉันต้องไปทำงาน คุณจะไม่ให้ฉันต้องไปทำมาหากินบ้างหรืออย่างไร ผมก็บอกว่า ก็ช่างเขาบอกเขาไม่ว่างวันเสาร์ อาทิตย์นี้ คุณพี่ก็เลื่อนนัดเขาไปเป็นเสาร์อาทิตย์หน้าก็ได้นี่ครับ she ตอบว่า กว่าจะถึงอาทิตย์หน้า น้ำก็รั่วท่วมห้องพอดี ( โห ! อะไรจะปานนั้น )

สุดท้ายผมก็เคลียร์กับช่างได้ว่า เช้าวันเสาร์เขาจะไปส่งลูกน้องที่หน่วยงานอื่นก่อน แล้วสายๆซัก 10 โมง เขาจะเข้ามาเอง จะมาเปิดแผลดูหน้างานก่อน ( หมายถึงมาสกัดปูนดูก่อนว่าอาการรั่วมันเป็นอย่างไร มากน้อยแค่ไหน ) แล้วจะกลับไปเตรียมอุปกรณ์ เพื่อมาซ่อมสายๆวันอาทิตย์ แล้วผมก็ตกลงกับทุกฝ่ายว่า ถ้ามีลูกบ้านห้องอื่นร้องเรียนเรื่องเสียงรบกวนจากการทำงานของช่าง ต้องหยุดการทำงานทันที หรือถ้า she สามารถไปเคลียร์กับลูกบ้านที่ร้องเรียนได้เอง ก็ทำต่อได้ ทุกฝ่ายตกลงกันตามนี้ แล้วช่างนอกก็ลากลับออกไป

พอช่างนอกเดินคล้อยหลังไม่ทันพ้นหน้าออฟฟิศ คือผมยืนอยู่ในออฟฟิศยังมองเห็นหลังไวๆ ของช่างนอก กำลังจะเดินเลี้ยวขวาเพื่อไปออกหน้าอาคาร she ก็โทรลงมาหาหัวหน้าช่าง แล้วช่างอาคารก็บอกผมว่า ผู้จัดการครับ พี่เขาโทรมา เขาบอกว่าขอแคนเซิ่ลนัดวันพรุ่งนี้ ผมคิดในใจ อะไรกัน (วะ! ) แล้วบอกให้ช่างอาคารรีบวิ่งตามช่างนอกไปบอกว่า ลูกค้าขอยกเลิก เสร็จแล้วก็ถามหัวหน้าช่างอาคารว่า คุณฟังผิดหรือเปล่า เขาบอกว่าคอนเฟิร์ม คุณฟังเป็นแคนเซิ่ลหรือเปล่า หัวหน้าช่างบอก แคนเซิ่ล ชัวร์ครับผู้จัดการ ผมยังถามพี่เขาอยู่เลยว่า แคนเซิ่ลทำไม แล้ว she ว่าไงล่ะ ผมถาม หัวหน้าช่างบอกว่า เขาว่า ฉันไม่เอาล่ะ ฉันไม่ซ่อมก็ได้ ผมคิดในใจ สงสัยคงทำเสียงงอนๆ เหมือนตอนไม่ได้ ASTV แน่เลย

หลังจากนั้นมาจนถึงวันอังคาร ประมาณ 10 โมงเช้า ก็มีช่างนอกคนหนึ่งมาติดต่อขออนุญาตขึ้นอาคาร เพื่อมาซ่อมท่อน้ำรั่วห้องของ she ตามระเบียบของคอนโดก็คือ ช่างหรือผู้รับเหมาที่จะเข้ามาทำงานในคอนโด ระยะเวลาเกิน 1 สัปดาห์ขึ้นไป จะต้องวางเงินค้ำประกันค่าเสียหาย 20,000.- บาท แต่ถ้าเข้ามาทำระยะสั้นแค่ 1 วัน ก็ให้เจ้าของห้องชุดหรือผู้ว่าจ้างเซ็นหนังสือค้ำประกันความเสียหายแทนการวางเงิน ซึ่งหนังสือค้ำประกันที่ว่านี้ คอนโดทำเป็นแบบฟอร์มให้ลูกบ้านกรอกแล้วเซ็นชื่อ ผมก็บอกให้ช่างทราบ ช่างก็บอกไม่มีปัญหาครับ เดี๋ยวให้เจ้าของห้องลงมาเซ็น

แล้วช่างก็โทรคุยกับ she คุยกันอยู่ซักพักนึง ช่างวางสายแล้วบอกผมว่า พี่เขาบอกไม่ต้องเซ็น ให้ขึ้นไปเลย ผมบอกไม่ได้ ถ้าคนจ้างคุณไม่เซ็นค้ำประกันความเสียหายให้เรา เราก็ให้คุณขึ้นไม่ได้ เกิดคุณซ่อมไปซ่อมมาเผอิญเกิดความเสียหายกับทรัพย์สินส่วนกลาง แล้วใครจะมาช่วยคุณรับผิดชอบ อีกอย่างคือ หนังสือค้ำประกันที่ว่านี้ ก็ยังเป็นหลักฐานในการยืนยันตัวตนของคุณ ว่าเราได้อนุญาตให้คุณเข้ามาในคอนโด วันไหนเวลาไหน เพราะคุณเป็นบุคคลภายนอก คุณนึกอยากจะเข้าก็เข้า นึกอยากจะออกก็ออก ตามอำเภอใจไม่ได้ ช่างก็บอก งั้นผู้จัดการก็ต้องคุยกับพี่เขาเองละครับ เพราะพี่เขาบอกผมแบบนี้ ถ้ายุ่งยากมาก ผมไม่ซ่อมแล้วนะครับ ผมจะกลับแล้วละครับ

ผมอยากจะให้เรื่องมันยุติลงด้วยดี ก็เลยให้หัวหน้าช่างเป็นคนคุยกับ she แทนผม ( เพราะคู่นี้เขาซี้กัน ) หลังจากวางสายแล้ว หัวหน้าช่างบอกผมว่า she ไม่เชื่อว่า ระเบียบที่ว่าจะมีจริง เพราะดูเหมือนว่า ระเบียบอะไรต่อมิอะไร เผอิญจะมามีขึ้นมาตอนที่ she จะต้องทำโน่นทำนี่เสมอ ตั้งแต่ขอติดตั้ง ASTV แล้ว ( อ้อ ! เรื่องมันเป็นแบบนี้เอง ท่านผู้ชม ) แล้วคุณว่าไงล่ะ ผมถามหัวหน้าช่าง ผมก็ตอบตามความจริงครับผู้จัดการ ว่ากฎระเบียบทั้งหมด มันมีมาตั้งแต่ก่อตั้งคอนโดเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วครับ she ก็เลยขอให้หัวหน้าช่างเอาสำเนาระเบียบที่ว่า ไปให้ she ดู

ผมก็จัดให้หัวหน้าช่างชุดนึง แล้วเห็นว่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ผมก็เลยฝากแบบฟอร์มหนังสือค้ำประกันให้หัวหน้าช่างไปด้วย พร้อมกับบอกว่า ไหนๆคุณก็จะเอาระเบียบไปให้เขาดูแล้ว ผมไม่อยากให้เสียเวลา เพราะหนังสือค้ำประกัน มันก็ไม่ได้มีเนื้อหาซับซ้อนอะไร คุณพาช่างขึ้นไป ให้ she เซ็นหนังสือให้เรียบร้อย แล้วเอาหนังสือค้ำประกันกลับลงมาเข้าแฟ้ม จะได้ไม่ต้องเสียเวลา รอกันไป รอกันมา เพราะช่างเขาเสียเวลามาตั้งนานแล้ว

พอหัวหน้าช่างพาช่างนอกขึ้นไปแล้วกลับลงมา ผมก็ถาม ไหนล่ะ หนังสือค้ำประกัน หัวหน้าช่างบอกว่า พี่เขาบอกว่า ยังไม่เซ็น ขออ่านก่อนว่าเนื้อหาหนังสือค้ำประกันเป็นอย่างไร ถ้าเซ็นเสร็จแล้วจะเอาลงไปให้ ผมคิดในใจว่า ไม่เป็นไร อ่านก่อนก็ดีเหมือนกัน จะได้หมดข้อสงสัยซะที แล้วผมก็ถามต่อว่า แล้วช่างล่ะอยู่ไหน หัวหน้าช่างบอก พี่เขารับช่างเข้าไป แล้วปิดประตูอยู่ในห้องนั่นแหละครับ ผมคิดในใจ เสร็จเขาแล้วล่ะซิ อีเรียม แต่ก็ยังมองโลกในแง่ดีอยู่ว่า ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่เสียเวลา คิดเอาเองว่า ระหว่างที่ she ให้ช่างซ่อมท่อ she ก็คงจะนั่งอ่านระเบียบ หนังสือค้ำประกันไปด้วย กว่าช่างจะซ่อมเสร็จ she ก็น่าจะอ่านจบเข้าใจพอดี แล้วเดี๋ยวก็คงเซ็นชื่อ แล้วฝากช่างลงมาให้ผม ขั้นตอนอาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่ขอให้บรรลุวัตถุประสงค์เป็นใช้ได้

แล้วผมก็ทำงานอื่นเรื่อยไปตามปกติ จนกระทั่งประมาณบ่ายสองโมงเศษๆ ผมนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ก็เลยโทรเช็คไปที่ รปภ. ประจำจุดล็อบบี้ของอาคารที่ she อยู่ว่า ช่างนอกขึ้นไปซ่อมท่อห้องเลขที่นี้ ประมาณ 10 โมงเศษๆ ไม่ทราบลงมาแล้วหรือยัง รปภ. บอก ออกไปแล้วค่ะ ผมถามออกไปตอนกี่โมง เจ้าหน้าที่บอก ประมาณ 11โมง เศษๆค่ะ เอาแล้วมั๊ยล่ะ อีเรียม เสร็จเขาจริงๆ คือโดนหลอกจริงๆครับ ท่านผู้ชม

ผมเห็นว่ายังโชคดีที่ไม่เกิดเหตุอะไรร้ายแรงกับกรณีนี้ แต่ก็แจ้งให้ผู้ช่วยฯกับหัวหน้าช่างทราบว่า เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้น ไม่แน่ใจว่า ช่างนอกที่ว่า มาดูหรือซ่อมเสร็จแล้ว แต่ถ้าคราวหน้ามาอีก ต้องยืนยันให้ทำหนังสือค้ำประกันให้ได้

แล้วก็เงียบหายไปเป็นเวลาสัปดาห์กว่าๆ ก็มีสามีของ she มาฝากหนังสือจ่าหน้าเป็นภาษาอังกฤษถึงผม ผมเปิดอ่านดูก็กลายเป็นหนังสือแสดงความคิดเห็นที่มีต่อระเบียบ ข้อบังคับการเข้าตกแต่ง ต่อเติม ซ่อมแซมห้องชุด ที่หัวหน้าช่างเคยสำเนาไปให้ she นั่นแหละครับ เนื้อหาก็ประมาณว่า เห็นด้วยกับข้อนี้ ไม่เห็นด้วยกับข้อนี้ ขอให้แก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอแนะด้วย แน่ะ !

ผมคิดในใจว่า ระเบียบนี้มันมีมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ห้องอื่นเขาอยู่กันมา มีผู้รับเหมาเข้าๆ ออกๆ คอนโด มาตกแต่งห้องชุดเป็นร้อยๆ ราย ไม่เห็นเขามีปัญหาอะไร ผมไม่ทราบว่า she มาอยู่เมื่อไร แต่ก็มาก่อนผมก็แล้วกัน มีความกล้าหาญมาก ที่จะขอให้ผมแก้ไขระเบียบให้ตรงใจ ตรงความต้องการของ she กับสามี ขอโทษทีเถอะ ผมเป็นผู้จัดการคอนโด ผมไม่มีอำนาจแก้ไขระเบียบใดๆทั้งสิ้นครับ ต้องนำเสนอกรรมการคอนโด แล้วท่านคิดว่า ถ้าผมนำเสนอแล้วจะไม่โดนกรรมการชะยันโตอย่างนั้นหรือ กรรมการคอนโดเขาจะยอมแก้กติกา เพื่อตอบสนองความต้องการของคนคนเดียว หรือจะเอาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชุมชนโดยรวมมากกว่ากัน สรุปแล้วผมก็เอาหนังสือที่ว่า เก็บเข้าลิ้นชักครับ

จนวันหนึ่งมีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง โทรมาแนะนำตัวกับผมว่า เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ ที่ she ผู้นั้นเป็นผู้เช่า ด้วยน้ำเสียงที่ขุ่นข้องหมองใจ แล้วก็เริ่มคอมเพลนผมว่า พี่ได้รับการร้องเรียนจากผู้เช่าของพี่ว่า ผู้จัดการคอนโดที่นี่ ชอบกลั่นแกล้งและขัดขวางการทำกิจกรรมของเขา จะทำอะไรก็ไม่ไห้ ไม่ได้ ไม่ยอม ผมก็ถามว่า เรื่องอะไรบ้างละครับคุณพี่ เขาบอกว่า ท่อน้ำในห้องของเขารั่ว เขาจะเอาช่างมาซ่อมวันเสาร์ อาทิตย์ก็ไม่ได้ พอเขาเอาช่างมาวันธรรมดาก็ขัดขวางไม่ยอมให้ช่างของเขาขึ้นไปซ่อม อ้างโน่น อ้างนี่ ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า ดีนะที่หัวหน้าช่างอาคารเขามาช่วยเคลียร์ ช่วยพาช่างขึ้นไป ไม่งั้นก็คงไม่ได้ซ่อมอีก ผมคิดในใจ ไหงเป็นงั้นไปได้ล่ะ ท่านผู้ชม

ผมใช้เวลาอธิบายและพูดความจริงให้เจ้าของร่วมท่านนี้ฟังร่วมครึ่งชั่วโมง พร้อมกับยืนยันว่า ถ้าคุณพี่ไม่แน่ใจว่า เรื่องที่ผมเล่ากับเรื่องที่ผู้เช่าของคุณพี่พูด อันไหนจะเป็นความจริงมากกว่ากัน วันไหนคุณพี่ว่าง ผมเชิญคุณพี่มาเยี่ยมผมที่คอนโดนี้ได้เลย ผมมีทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคลเพื่อยืนยันในสิ่งที่ผมพูด คุณพี่ไปดูบันทึกของ รปภ. จุดล็อบบี้ก่อนขึ้นอาคารได้เลยว่า บันทึกและลายเซ็นของช่างนอก ที่ผู้เช่าของคุณพี่พาเข้ามาในอาคาร เข้ากี่โมง ออกกี่โมง เป็นความจริงตามที่ผมพูดหรือไม่ หรือคุณพี่จะเอาเบอร์โทรศัพท์ของหัวหน้าช่างอาคาร เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงจากเจ้าตัวเขาเองเลยก็ได้ เจ้าของร่วมท่านนี้ ก็ตอบผมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงว่า ไม่ต้องหรอก พี่เชื่อคุณ สิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้องแล้ว สิ่งที่คุณทำมันเป็นเรื่องของ security ซึ่งคอนโดทุกที่จะต้องคำนึงถึงเป็นเรื่องหลักอยู่แล้ว ไม่เป็นไร แล้วพี่จะโทรไปเคลียร์กับผู้เช่าของพี่เอง พี่จะขอให้เขาให้ความร่วมมือกับคุณมากกว่านี้ แล้วก็ลากันทางโทรศัพท์ด้วยความเข้าใจที่ดีต่อกัน

นี่แหละครับท่านทั้งหลาย หัวใจอันอ่อนล้าของผู้จัดการคอนโด จะกลับมาเต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งความสร้างสรรค์ได้อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นใจจากลูกบ้านที่มีความเข้าอกเข้าใจ การทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของผู้จัดการคอนโดแบบนี้แหละครับ ( รู้สึกสำนวนจะออกลิเกหน่อยๆนะ ! ) แต่อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องของผมกับลูกบ้านสูงวัย หัวใจละอ่อน จะจบลงเพียงเท่านี้ นี่แค่ยก 2 ครับ โปรดติดตามยก 3 ซึ่งเป็นยกสุดท้ายครับ

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ลูกบ้านคอนโด : ลูกบ้านสูงวัย หัวใจละอ่อน (ยก1)

ครับ หัวใจละอ่อน ไม่ใช่หัวใจสะออนของ พี่ป้อม อัสนี-วสันต์ แน่นอน คำว่าละอ่อนเป็นภาษาทางภาคเหนือครับ แปลว่า เด็ก หมายถึงเด็กเล็ก ที่พูดยังไม่ค่อยเข้าใจเหตุผล จะเอาอะไรก็จะเอาให้ได้ดังใจตนเองประมาณนั้น ลูกบ้านท่านนี้ของผมก็เหมือนกันครับ เป็นสุภาพสตรี อายุอานามก็ร่วม 50 กว่าๆ แล้วครับ แต่พฤติกรรมเหมือนเด็กยังไงยังงั้น

ครั้งแรกที่ผมพบสุภาพสตรีท่านนี้ เป็นการพบกันทางโทรศัพท์ครับ ประโยคแรกที่ she โทรมาหาผม she บอกว่า “ นี่คุณผู้จัดการ พี่ชื่อ....นะ พี่อยู่ห้อง..... ( เลขที่ห้อง ) พี่จะติดจาน ASTV นะ พี่โทรมาแจ้งคุณตามขั้นตอนแล้วนะ คุณต้องอนุญาตให้พี่ติดนะ ถ้าคุณไม่ให้พี่ติดพี่ไม่ยอมนะ เพราะห้องคนอื่นเขาติดจานแดง ( หมายถึงจานของ true vision ) กันโครมๆ คุณยังอนุญาตให้ติด แล้วพี่จะติดคุณต้องอนุญาตพี่นะ ไม่งั้นพี่ไม่ยอม ”

ผมคิดในใจ งานเข้าอีกแล้วซิเรา นี่ตกลงโทรมาแจ้งขออนุญาตหรือโทรมาบีบบังคับกันแน่ ผมตอบว่า ผมรับทราบครับ แต่มีเรื่องจะแจ้งให้คุณพี่ทราบเหมือนกันครับ คือจานแดงที่ติดกันโครมๆที่พี่ว่าน่ะ ผิดข้อบังคับทั้งนั้นนะครับ ผมกำลังคุยกับกรรมการอยู่ว่า จะออกประกาศให้ลูกบ้านทราบ เพื่อขอความร่วมมือให้ถอดออก ตอนนี้ใครมาขออนุญาตติดตั้งจานดาวเทียมบริเวณระเบียง คอนโดเราไม่อนุญาตให้ติดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น จาน ASTV ของคุณพี่ก็คงติดไม่ได้เหมือนกันครับ

She ตอบว่า อะไรกัน เขาติดกันมาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมีใครห้าม ไม่เห็นมีใครว่าผิดระเบียบ แล้วทำไมพอคุณมา ก็มีคุณนี่แหละที่ว่าผิดระเบียบ แล้วก็มาบอกว่าผิดระเบียบตอนที่พี่จะติดจาน ASTV พอดี แบบนี้มันหมายความว่ายังไง

เอาซิครับ ท่านผู้ชม นี่แค่ยกแรกนะครับ จะให้ผมทำยังไงดี ?

ผมก็ต้องชี้แจงว่า คุณพี่ฟังผมอธิบายก่อนนะครับ ข้อบังคับที่ว่าห้ามติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมบริเวณระเบียงห้องมันมีมาตั้งนานแล้วครับ ก่อนผมจะมารับงานที่นี่เป็น 10 กว่าปีแล้ว ผมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า เขาติดกันได้อย่างไร ทำไมถึงติด

คือสรุปว่าอย่างนี้ครับ ( อันนี้ผมพูดกับท่านผู้อ่านแล้วนะครับ ) ที่คอนโดหลังนี้มีระบบทีวีเสาอากาศรวม แต่เป็นเทคโนโลยีแบบเก่า คือเป็นเสาอากาศแบบก้างปลา ซ้อนกันหลายๆอันเพื่อรับสัญญาณฟรีทีวีจากช่องต่างๆแล้วขยายส่งสัญาณไปตามสายเคเบิ้ลภายในอาคาร ไปยังห้องทุกห้องในคอนโด แล้วก็มีอีกระบบหนึ่งเป็นทางเลือกให้ลูกบ้าน คือระบบสายเคเบิ้ลใยแก้ว ( Fiber optic ) ที่บริษัท True เขามาวางระบบไว้ร่วมกับคอนโด เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว

ปัญหาของลูกบ้านที่ติดจานแดงแยกได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกอยากดูฟรีทีวี แต่ระบบทีวีเสาอากาศรวมของคอนโด ไม่สนับสนุน คือ คุณภาพไม่ดีพอ รับภาพไม่ชัด ลูกบ้านก็เลยไปซื้อจานแดงของ True vision มาติด เพื่อดูฟรีทีวี กลุ่มที่ 2 คืออยากดูเคเบิ้ลทีวี โดยยินดีที่จะเสียค่าสมาชิกรายเดือน แต่ไม่ทราบว่า คอนโดมีระบบ Fiber optic ผมก็เคยถามลูกบ้านกลุ่มนี้ว่า ทำไมไม่เลือกเป็นสมาชิกระบบ Fiber optic ส่วนใหญ่ตอบว่า ไม่รู้ ผู้บริหารคอนโดชุดก่อนหน้านั้น ก็ไม่เห็นมีใครบอกว่า มี Fiber optic แล้วขออนุญาตเขาติด เขาก็ให้ติด ไม่เห็นมีใครว่าอะไร เวรกรรมตามเคย ท่านผู้ชม !

ทีนี้ผมเคยคุยกับกรรมการแล้วว่า ถ้าเราจะ ” สอยดาวเทียม ” ( เป็นศัพท์เฉพาะของผม หมายถึง ขอความร่วมมือแกมบังคับจากลูกบ้านให้ถอดจานรับสัญญาณดาวเทียมออก ) คงจะต้องมีทางออกให้กับลูกบ้านด้วยว่า ถ้าท่านถอดจานออกแล้ว ท่านสามารถเลือกชมรายการทีวีได้โดยวิธีไหนบ้าง กลุ่มที่มีกำลังซื้อ ที่จะดูเคเบิ้ลทีวีไม่น่าจะยาก เพราะคอนโดมีระบบ Fiber optic รองรับอยู่แล้ว

อีกอย่างเท่าที่ผมสังเกตดุระหว่างที่ผมทำหน้าที่ มีลูกบ้านที่ไม่ทราบว่ามี ระบบ fiber optic พอเขามาขออนุญาตให้ช่างขึ้นติดจานดาวเทียม ผมก็บล็อคช่างไม่ให้ขึ้น แล้วก็โทรแจ้งลูกบ้านว่า ขอให้เปลี่ยนมาเป็นระบบ fiber optic ดีกว่า เพราะจานดาวเทียมห้องอื่นที่ติดๆอยู่ ผิดระเบียบทั้งนั้น กรรมการคอนโดเขากำลังหาวิธีให้เอาออกอยู่ ซึ่งทุกท่านพอเข้าใจก็ให้ความร่วมมือด้วยดี

แต่ลูกบ้านอีกกลุ่มนี่ซิ การที่เขาซื้อจานแดงมาติด ( จริงๆแล้วอาจไม่ได้ซื้อก็ได้ เพราะช่วงนั้น True เขามีโปรโมชั่น ใช้โทรศัพท์มือถือรายเดือน 300 บาท แล้วรับติดตั้งจาน True vision ฟรี อะไรประมาณนั้น ) เพื่อต้องการดูฟรีทีวี แสดงให้ถึงข้อจำกัดอะไรบางอย่าง ซึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องกำลังซื้อ แล้วทีนี้ถ้าบังคับให้เขาเอาออกแล้ว จะให้เขาทำอย่างไร สัญญาณฟรีทีวีของคอนโดก็ไม่มีคุณภาพ จะสมัครเป็นสมาชิกเคเบิ้ลทีวีก็เกินกำลัง รับรองได้เกิดความโกลาหลกันแน่นอน

ผมก็เลยมอบหมายให้ช่างอาคารติดต่อบริษัท ผู้เชี่ยวชาญให้ลองเข้ามาสำรวจ เพื่อหาแนวทางปรับปรุงสัญญาณภาพฟรีทีวีให้ชัดเจนก่อน ว่าจะต้องใช้งบประมาณเท่าไร สรุปว่า ระบบทีวีเสาอากาศรวมของคอนโดที่มีอยู่ถ้าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นต้องใช้งบประมาณเรือนหมื่น แต่ผู้เชี่ยวชาญเขาบอกว่า ปรับปรุงได้ดีที่สุด ก็ไม่ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก ( ตกลงมันดีหรือไม่ดีกันแน่ ? ) แต่ถ้าจะให้ดีขึ้นแบบเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน แล้วก็เป็นระบบที่ถือว่า เป็นสากลในปัจจุบันเลยก็คือต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบรับสัญญาณภาพด้วยจานดาวเทียม ( ภาษาเทคนิด เขาเรียกว่า ระบบ S-Band ) ซึ่งต้องใช้งบประมาณเป็นเรือนแสน เฮ้อ ! เอาอีกแล้ว คุยเรื่องใช้เงินทีไร ( สำหรับคอนโดหลังนี้ ) รู้สึกปวดหัวตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัวทุกที !

ผมวิเคราะห์แล้วก็สรุปได้โดยตนเองเลยว่า มีทางเดียวคือต้องเอาเรื่องงบปรับปรุงระบบทีวีจากเดิมเป็น ระบบ S-Band เข้าขออนุมัติในที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วม เพื่อเรียกเก็บเงินเพิ่มตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์มาปรับปรุง ( ถ้าได้ ) หลังจากนั้นถึงมาจัดการ “สอยดาวเทียม” กัน

ถ้าไม่ทำแบบนี้จะชวนให้มีคำถามตามมา เช่น เราขอความร่วมมือจากกลุ่มดูเคเบิ้ลทีวี ถ้าเจอคนที่ให้ความร่วมมือก็ดีไป แต่ถ้ามีพวกงอแง ประเภทว่า ให้ห้องอื่นถอดก่อนซิ แล้วฉันถึงจะถอด หรือสมมุติว่า กลุ่มเคเบิ้ลทีวีให้ความร่วมมือด้วยดีทุกท่าน ต่อมาปรากฏว่า ยังเห็นจานดาวเทียมของกลุ่มฟรีทีวีอยู่ ก็จะถามว่า พวกนี้ทำไมไม่ถอด ฉันถอดเขาก็ต้องถอดซิ ไหนคุณบอกว่าผิดระเบียบไง จะต้องมานั่งอธิบายเรื่องคุณภาพของสัญญาณฟรีทีวี เรื่องงบปรับปรุงอีก เผลอๆ พอรู้แล้วอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้ว่า ฉันเสียเงินจ่ายค่ารายเดือนเพื่อดูเคเบิ้ลทีวีของฉันแล้ว ทำไมฉันต้องมาจ่ายเงินสมทบเพื่อให้คนอื่นดูฟรีทีวีอีก ฉันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แค่คิดก็มึนแล้วครับ ท่านผู้ชม !

หลายท่านอาจคิดว่า ทำไมต้องทำให้มันเป็นเรื่องราวใหญ่โตขนาดนั้น สัญญาณฟรีทีวีไม่ดี ให้ลูกบ้านใช้เสาหนวดกุ้งแทนก็หมดเรื่อง อาจจะจริงครับ แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องของ image และ impression ของลูกบ้านที่มีต่อคอนโดครับ ลองคิดดูถ้าเป็นท่าน ท่านซื้อคอนโดราคายูนิตละเป็นล้าน ท่านคาดหวังอะไรบ้างครับ ผมเชื่อว่าท่านคงไม่คาดหวังและพึงพอใจกับการที่จะต้องมานั่งดูฟรีทีวีด้วยเสาหนวดกุ้งอย่างแน่นอน หรือท่านอาจจะมีกำลังที่จะเป็นสมาชิกเคเบิ้ลทีวี แต่ถ้ามีทางเลือกที่เสียเงินกับไม่เสียเงิน ผมว่าเกือบทุกท่านต้องเลือกที่จะไม่ต้องเสียเงินมากกว่า มีอย่างที่ไหน ซื้อคอนโดห้องละเป็นล้าน อยากดูทีวีก็ดูไม่ได้ ( หมายถึงสัญญาณไม่มีคุณภาพ ) ต้องใช้เสาหนวดกุ้ง เสียราคาคอนโดหมด แถมถ้าอยากดูทีวีคุณภาพดีๆ ต้องเสียตังค์รายเดือนอีก เซ็ง ! ( อันหลังนี้ผมพูดแทน )

แล้วคนเรา พอรู้สึกไม่ประทับใจเมื่อแรกพบเมื่อไรแล้วละก็ จะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีติดตัวไปอีกนาน เผลอๆอาจจะตลอดชีวิตที่อยู่ในคอนโดเลยก็ได้ แล้วคนที่อาจจะโดนลูกหลงโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ก็คือผู้จัดการคอนโดไงครับ ประมาณว่า ผู้จัดการคนแล้วคนเล่า ไม่เห็นแก้ปัญหาได้ซักคน ไม่รู้เสียเงินจ้างมาทำไม (แบบนี้เขาเรียกว่า โดนครับ แต่เปล่าโดนใจ โดนลูกหลงครับ )

ทั้งหมดที่สรุปให้ท่านฟังมา ก็คือสิ่งที่ผมได้เพียรพยายามอธิบายให้ลูกบ้านท่านนี้ทราบ ซึ่ง she ก็รับฟังนะครับ แต่ก็ยังไม่วายที่จะพูดในทำนองว่า พี่ไม่รู้ละ พี่ต้องการดู ASTV คุณทำอย่างไรก็ได้ ให้พี่ได้ดูก็แล้วกัน ผมบอกว่า ถ้าคุณพี่ติดตั้งจานดาวเทียมภายในพื้นที่ห้องชุดของคุณพี่ โดยไม่ปรากฏให้เห็นบริเวณระเบียงห้องชุดก็ได้เลย she บอกว่า ช่างเขามาทดสอบแล้ว ติดตั้งในห้องสัญญาณไม่ชัดต้องติดที่ระเบียง ผมแนะนำว่า คุณพี่ทำไมไม่ดูผ่านระบบอินเตอร์เน็ตละครับ ตึกของเรามีระบบอินเตอร์เน็ต คุณพี่ขอติดตั้งอินเตอร์เน็ต ของ True ก็มี she บอก ไม่เอา พี่ไม่ต้องการเสียค่ารายเดือน

ผมเลยตัดบทว่า ถ้างั้นมีทางเดียวคือ คุณพี่อาจต้องติดตั้งจานของคุณพี่บนดาดฟ้าก็ได้ แต่ผมขอเอาเรื่องนี้เข้าปรึกษากรรมการคอนโดในที่ประชุมก่อนก็แล้วกัน เพราะดาดฟ้าเป็นพื้นที่ส่วนกลาง แล้วได้ผลว่าอย่างไร ผมจะแจ้งให้คุณพี่ทราบ she ถามว่า นานมั๊ย เมื่อไรจะได้คำตอบ ผมก็บอก ปกติคอนโดเรามีประชุมกรรมการเดือนละครั้งครับ ประมาณปลายๆ เดือน แหละครับคุณพี่ she บอกว่า ได้ แล้วเดี๋ยวปลายๆ เดือนพี่จะโทรมาถามคุณเอง ( โอ้โฮ ! เจอแฟนพันธ์แท้เสื้อเหลืองเข้าแล้วมั๊ยล่ะ ! )

เหตุที่ผมต้องตัดบทไปแบบนั้น เพราะจากการที่ได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบทีวี เขาบอกว่า ระบบ S-Band สามารถเพิ่มจานรับสัญญาณดาวเทียมของระบบอื่นๆ หรือของต่างประเทศ เข้ามาได้ในอนาคต แต่การจัดทำระบบ S-Band ต้องไปขอเงินจากที่ประชุมใหญ่อย่างที่ว่า ผมก็เลยพูดว่าจะเอาเรื่องของคุณพี่เขาไปขอมติจากที่ประชุมกรรมการ แต่ในความเป็นจริง ยังนำเข้าที่ประชุมไม่ได้ เพราะเข้าไปก็ไม่ผ่าน เนื่องจากยังไม่มี ระบบ S-Band มารองรับ ผมพูดเพื่อให้คุณพี่เขาลดความขัดแย้งกับผมลงในเบื้องต้นก่อน

แล้วเดือนนั้นคณะกรรมการเขาก็เลื่อนการประชุม ( อันนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆในคอนโดหลังนี้ ) she ก็มาตามนัดเลยครับ โทรมาถามผลการประชุมกับผม ผมก็บอกตามความจริงว่า กรรมการเลื่อนประชุม she พูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ อะไรกัน กรรมการประชุมกันเดือนละหน แล้วมาเลื่อนออกไปแบบนี้ งานการของคอนโดก็ไม่เดินนะซิ ผมก็บอก ครับ เขาก็เลื่อนกันบ่อยๆครับ เพราะกรรมการเขาทำงานไม่มีเงินเดือน แล้วแต่ละท่านก็มีหน้าที่การงานประจำที่ต้องรับผิดชอบอยู่ หลายท่านมาไม่ได้ ไม่ครบองค์ประชุมก็ประชุมไม่ได้ครับ she ถามว่า แล้วจะประชุมอีกทีเมื่อไร ผมตอบ ก็คงประมาณปลายๆเดือนหน้าครับ she บอก เดี๋ยวปลายเดือนหน้า พี่จะโทรมาถามคุณอีกที ( เอาจริงแฮะ ! )

แล้วปลายเดือนหน้าก็มาถึง พอ she โทรมาถามปุ๊บ ผมก็ออกแนวประมาณว่า กรรมการให้ผมคุยกับ ASTV ก่อนว่า ถ้าจะติดตั้งบนดาดฟ้าแล้ว ในทางเทคนิคต้องทำอย่างไรบ้าง ถ้าคุยแล้วเป็นไปได้ ก็อาจพิจารณาอนุมัติให้ติดตั้งได้ คุณพี่ให้ช่าง ASTV โทรหาผมหน่อยนะครับ

ทั้งหมดนี้ ท่านคงพอเข้าใจนะครับว่า จริงๆแล้วผมไม่ได้นำเสนอต่อที่ประชุมด้วยซ้ำไป โดยเหตุผลที่ผมกล่าวไว้แล้วคือ มันทำไม่ได้ จะติดตั้งเฉพาะจานของ she โดยที่ไม่มีระบบ S-Band มารองรับ เสนอไปก็ไม่ผ่าน เพราะกฎหมายคอนโดฉบับปัจจุบัน ค่อนข้างจะเข้มงวดเรื่องการนำพื้นที่ส่วนกลางไปใช้ประโยชน์ โดยไม่ผ่านมติที่ประชุมใหญ่ ด้วยคะแนนเสียงตามที่กฎหมายกำหนด

ถ้าผมจะนำเสนอเข้าที่ประชุมกรรมการ แล้วแน่นอนว่ากรรมการจะไม่อนุมัติ ก็เหมือนกับไปดับความฝัน ความหวังของ she มากเกินไป แต่ถ้าผมอธิบายให้ she ฟังว่า ผมจะขอมติที่ประชุมใหญ่เพื่อเอาเงินมาปรับปรุงระบบทีวีของคอนโด แล้วถึงจะเชื่อมจานของคุณพี่เข้าด้วยกัน ผมรับรองได้เลยว่า she จะไม่ฟัง เพราะ จากการที่ได้สัมผัส ( พูดคุย ) กับ she ทางโทรศัพท์ she เป็นคนที่ไม่ค่อยมีเหตุผล จะเอาให้ได้ดังใจตนเอง และที่สำคัญคือ she จะเอาเดี๋ยวนี้ !

หลังจากที่ช่างของ ASTV โทรมาคุยกับผมแล้ว she ก็โทรมาตามผล ผมก็บอกว่า จะเอารายละเอียดข้อมูลเชิงเทคนิคเข้าที่ประชุมกับกรรมการ เพื่อขออนุมัติขั้นสุดท้าย แล้วจะแจ้งผลให้เดือนหน้า เหมือนเดิมครับ ความจริงผมก็ไม่ได้นำเข้าที่ประชุมกรรมการ ผมกะว่ารอจนกว่าจะมีการประชุมใหญ่แล้วได้มติที่แน่นอนแล้วผมถึงจะคุยกับ she ให้เป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้ คือได้ก็บอกได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ แล้วอีกอย่างคือ การที่ผมลากเรื่องให้มันยาวออกไปเรื่อยๆแบบนี้ ผมคิดว่า she คงจะเบื่อและท้อ แล้วก็คงจะเลิกราไปเอง

แต่ที่ไหนได้ she เป็นแฟนพันธ์แท้นี่ครับ ปลายเดือนนั้น หลังจากประชุมไม่กี่วัน she ก็โทรมาตามผลอีก ผมคิดว่า คงต้องหาเหตุผลอะไรซักอย่าง ถึงจะต้องดับความฝันของใครบางคนก็จำเป็นต้องทำ เพื่อให้เรื่องมันยุติเสียที ผมจึงบอกไปว่า กรรมการอนุมัติในหลักการนะครับ แต่จะขอคุยเรื่องค่าใช้จ่ายกับ ASTV อีกครั้ง ถ้าเขารับเงื่อนไขของคอนโดได้ ก็ไม่มีปัญหา she ก็ให้ ASTV โทรมาหาผมอีก ผมก็คุยกับเขาว่า กรรมการขอคิดค่าติดตั้งจานดาวเทียมบนดาดฟ้า เดือนละเท่านี้บาท คิดค่าลากสายผ่านพื้นที่ส่วนกลางจากดาดฟ้าอีกเดือนละเท่านั้นบาท ถ้าคุณโอเค ก็ทำเรื่องขออนุญาตเข้ามา ผมจะนำเสนอให้

แล้วก็เป็นไปอย่างที่ผมคาดเดา คือ ASTV เขาก็แจ้งที่จะชาร์ตค่าใช้จ่ายที่ว่ากับ she เท่านั้นแหละครับ she ก็โทรมาหาผมด้วยความโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ พูดว่า อะไรกัน ฉันเสียค่าส่วนกลางให้คุณทุกเดือน แล้วคุณยังมาคิดค่าติดตั้งจานดาวเทียม ค่าลากสายผ่านส่วนกลางจากฉันอีก ทำแบบนี้ได้ยังไง ผมก็ตอบว่า ผมไม่ได้เรียกเก็บจากคุณพี่นะครับ ผมเรียกเก็บจาก ASTV ครับ she บอก ก็นั่นแหละ เขาก็มาเรียกเก็บต่อจากฉัน ผมก็บอกว่า งั้นคุณพี่ก็ต้องไปต่อว่า ASTV ซิครับ คุณพี่มาต่อว่าผมทำไม

She บอกว่า ฉันจะต่อว่าคุณนี่แหละ ฉันจ่ายค่าส่วนกลางให้คอนโดทุกเดือนไม่เคยขาด ฉันจะขอติดตั้งจานดาวเทียมก็มาตั้งเงื่อนไขอย่างโน้นอย่างนี้กับฉัน พื้นที่ส่วนกลางไม่ใช่พื้นที่ของคุณ ทำไมคุณถึงมีสิทธิ์มาเรียกเก็บเงิน ผมตอบว่า จริงอยู่ครับคุณพี่ พื้นที่ส่วนกลางไม่ใช่ของผม แต่ก็ไม่ใช่ของคุณพี่เหมือนกันครับ she ตอบว่า ถึงจะไม่ใช่ของฉัน แต่ฉันก็จ่ายค่าส่วนกลางทุกเดือน เพราะฉะนั้นฉันต้องมีสิทธิ์ใช้ ( เกี่ยวกันไหมเนี่ย! )

ผมบอกไม่เป็นไรครับ ถ้าคุณพี่คิดว่าคุณพี่มีสิทธิ์ใช้ คุณพี่จะใช้ก็ตามใจครับ แต่คุณพี่ลองคิดให้ดีนะครับ ถ้าคุณพี่เรียกช่าง ASTV มาติดจานดาวเทียมเมื่อไร ผมจะเรียกเก็บเงินค่าติดตั้ง ค่าลากสายตามมติกรรมการก่อนนะครับ ถ้าช่างไม่จ่ายผมก็ไม่อนุญาตให้ขึ้นอาคารนะครับ she เงียบไปซักครู่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียง งอนๆ ว่า ฉันไม่เอาละ ฉันไม่ติด ไม่ดูก็ได้ ผมบอก ก็แล้วแต่คุณพี่นะครับ แล้ว she ก็วางสายไป ( แล้วผมก็แอบถอนหายใจ เฮ้ออออ ! ) จบยกที่หนึ่ง ( โปรดติดตามยกสอง ในตอนต่อไป )

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ลูกบ้านคอนโด : ลูกบ้านผู้สับสน

ผมพบลูกบ้านท่านนี้โดยเหตุของการทวงถามค่าส่วนกลางค้างชำระเช่นกันครับ ลูกบ้านท่านนี้เป็นกลุ่มที่ผมเรียกของผมเองว่า เป็นพวกมีปัญหา คือไม่มีปัญหาอย่างใดก็อย่างหนึ่งให้ผู้จัดการคอนโดต้องปวดหัวอยู่เนืองๆ ท่านผู้นี้เป็นสุภาพสตรีขออนุญาตใช้สรรพนามเรียกตามแนวถนัดของผมว่า “she” ก็แล้วกันครับ

โดยปกติคนที่ซื้อห้องชุดในคอนโดระดับยูนิตละเป็นล้านเพื่อใช้อยู่อาศัย ก็ต้องเป็นคนที่มีกำลังซื้อหรือกำลังใช้จ่ายพอสมควร ทีนี้เป็นธรรมดาของมนุษย์เราว่า เมื่อจ่ายไปแล้วก็ย่อมคาดหวังว่าจะได้รับสินค้าหรือบริการที่ดีสมกับเงินที่ควักกระเป๋าจ่ายออกไป แต่เผอิญคอนโดที่ She ผู้นี้มาซื้ออยู่และผมเข้ามาบริหารนั้น เป็นคอนโดที่มีปัญหาในตัวมันเอง อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังตอนเจ้าของร่วมผู้ทรงอิทธิพลว่า เจ้าของโครงการเขาทำเสร็จตอนฟองสบู่แตกพอดี ทีนี้พอการซื้อขายมันไม่เป็นไปตามเป้าเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ การเงินที่จะได้รับเพื่อมาสนับสนุนการบริหารจัดการคอนโดจากเจ้าของโครงการก็ได้รับผลกระทบตาม พอขาดงบประมาณที่จะมาพัฒนาปรับปรุงคอนโดก็เริ่มเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา

สภาพคอนโดตอนที่ผมเข้ามารับงานเชื่อหรือไม่ครับว่า งานระบบวิศวกรรมในอาคาร ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคอนโดชำรุดหมด ระบบ Fire pump , Jockey pump ระบบ Fire alarm ระบบ อัดอากาศ ใช้งานไม่ได้เลย เจ้าของร่วมที่พักอาศัยในคอนโดไม่เคยรับรู้เลยว่า คอนโดที่ตัวเองฝากชีวิตไว้มีความเสี่ยงต่อความเป็นตึกนรกขนาดไหน แต่อย่างว่าแหละครับ การบริหารคอนโดจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงมิติของความสงบสุขของชุมชนด้วย

ดังนั้น เรื่องงานระบบวิศวกรรมที่ Failed ทั้งหมดนี้ ผมกำชับเจ้าหน้าที่และพนักงานทุกระดับทุกฝ่ายให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้ เพราะผมเกรงว่าลูกบ้านรู้มากรายเข้าจะกลายเป็นความแตกตื่นเกินไป ต่อมาผมก็ได้มีการนำเสนองบประมาณซ่อมแซมฟื้นฟูระบบที่ว่าทั้งหมด ให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม ซึ่งต้องใช้เงินร่วมล้านบาทเหมือนกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วคณะกรรมการคอนโดก็นำงบประมาณเข้าที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วม เพื่อเรียกเก็บเงินเพิ่มตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ กว่าจะเก็บได้ครบก็ไม่ทราบว่าเมื่อไรจะได้ซ่อมซะที

คอนโดหลังที่ว่านี้ มีลิฟต์โดยสารทั้งหมด 6 ตัว จอดตายสนิท 1 ตัว ผมถามช่างเก่าแก่ของอาคารว่า ทำไมไม่ทำเรื่องขอซ่อมแซมฟื้นฟูให้มันกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม ช่างเขาบอกว่า ทีมบริหารชุดเก่าๆ เคยขออนุมัติแล้วไม่เคยผ่าน เพราะต้องใช้งบเป็นล้าน ผมถามมันเสียอะไรกันนักหนา ถึงต้องซ่อมเป็นล้าน ช่างบอกว่า ตอนแรกเสียไม่เยอะหรอกครับ แต่ไม่มีเงินซ่อม พอตอนหลังลิฟต์ตัวอื่นๆเสียไม่มีเงินซ่อมก็เลยถอดอะไหล่จากลิฟต์ตัวนี้ ไปซ่อมตัวอื่นๆ จนในที่สุดอะไหล่ก็ค่อยๆถูกถอดไปทีละชิ้นสองชิ้น จนตัวที่เสียตัวแรก เดี้ยงสนิทอยู่ทุกวันนี้ เวรกรรม !

ที่ผมเกริ่นซะยืดยาวก็เพราะจะนำเข้าสู่เรื่องของ she ผู้นี้แหละครับ พอผมมีหนังสือทวงถามค่าใช้จ่ายส่วนกลางครั้งที่ 1 ไปถึง she ได้รับปุ๊บ she ก็โทรมาปั๊บ ( she อ้างว่า ) เหตุหนึ่งที่ she ไม่ยอมจ่ายค่าส่วนกลางก็เพราะ คอนโดคุณไม่ได้เรื่อง ไม่ได้มาตรฐาน ตึกที่ฉันอยู่ลิฟต์เสียมาเป็นปีๆ ไม่ยอมซ่อมซักที ( คือลิฟต์ตัวที่ เดี้ยงสนิทนั่นแหละครับ ) แถมลิฟต์ตัวที่ใช้ได้ก็มืดมาก ออกแบบตกแต่งภายในลิฟต์ได้แย่มาก ไม่มีรสนิยมเลย มืดๆ ทึมๆ แถมสกปรกมาก ฉันเลิกงานกลับบ้านมาดึกๆ แทบไม่อยากเข้าลิฟต์เลย มีแต่เศษกระดาษ ห่อขนมลูกอมเต็มไปหมด แถมบางคืนก็มีก้นบุหรี่ทิ้งในลิฟต์ด้วย แต่ไม่เข้าก็ไม่ได้เพราะถ้าไม่ใช้ลิฟต์ ฉันก็ไม่รู้จะขึ้นห้องมาได้อย่างไรตั้งสิบกว่าชั้น

ขยะก็เหม็นมาก กลิ่นมันโชยขึ้นมาถึงชั้นที่ฉันอยู่ ( คือคอนโดหลังนี้เป็นรุ่นเก่าที่ออกแบบให้มีช่องทิ้งขยะ ทิ้งจากแต่ละชั้นแล้วมากองรวมกันที่ห้องขยะชั้นล่างสุด ในรอบสัปดาห์ กทม. ก็จะเข้ามาเก็บ 2 – 3 ครั้ง ระหว่างรอรถมาเก็บ กลิ่นขยะก็อาจโชยขึ้นไปทางปล่องทิ้งขยะ) คุณทำไมไม่ออกระเบียบบังคับให้ลูกบ้านแยกขยะก่อนทิ้ง อย่างฉันนี่นะ ไม่ต้องให้ใครมาบังคับฉัน ฉันก็ทำด้วยจิตสำนึกของฉันเอง แยกขยะเปียกขยะแห้งก่อนทิ้ง แล้วฉันก็ไม่เคยเอาขยะเปียกทิ้งลงในปล่องขยะ เพราะทิ้งลงไปมันก็จะแตก เป็นภาระให้แม่บ้านต้องตามเก็บกวาดอีก ฉันหิ้วไปทิ้งที่ถังขยะลานจอดรถโน่นแหนะ แม่บ้านคุณก็มาเก็บจากจุดนั้นไปรวบรวมทิ้งอีกที

แม่บ้านคอนโดของคุณก็ทำงานไม่ได้เรื่อง ทำความสะอาดเหมือนไม่ได้ทำ โถงลิฟต์หน้าห้องชั้นที่ฉันอยู่ คุณไปถามแม่บ้านคอนโดคุณได้เลยว่า ฉันไม่เคยอนุญาตให้แม่บ้านของคุณมาทำ ฉันให้แม่บ้านส่วนตัวของฉันทำมาตลอด แล้วถ้าคุณว่างๆ ก็ลองขึ้นมาดูได้เลยว่า แม่บ้านคุณกับแม่บ้านของฉันคุณภาพแตกต่างกันขนาดไหน แล้วคุณคิดดูนะ ผลงานขนาดนี้แล้วแม่บ้านคุณยังมาเจรจาขอรับจ๊อบทำความสะอาดห้องฉัน ฉันจะกล้าให้ทำได้อย่างไร คุณไปปรับปรุงสิ่งที่ฉันพูดมาทั้งหมดก่อน แล้วค่อยมาคุยเรื่องค่าส่วนกลางกับฉัน

เป็นไงครับท่านผู้ชม แค่ฟังก็ปวดหัวจี๊ดแล้วครับ ตกลงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในคอนโดหลังนี้ she ไม่เคยพึงพอใจอะไรซักอย่างเลยหรือไร ผมก็ตอบไปว่า ครับๆ แล้วผมจะปรับปรุงแก้ไขให้

ทีนี้โดยหน้าที่ของผู้จัดการคอนโด เมื่อมีลูกบ้านแนะนำติชมร้องเรียนให้ข้อมูลมา เราก็ต้องพยายามแก้ไขปรับปรุงให้ดีที่สุดเท่าที่กำลังความสามารถและปัจจัยแวดล้อมจะสนับสนุน เรื่องกลิ่นขยะผมปิดประกาศขอความร่วมมือให้ลูกบ้านแยกขยะ แต่ก็ไม่คาดหวังอะไรมาก เพราะจะไปบังคับไม่ได้ แล้วก็ให้แม่บ้านคอนโดโกยขยะทุกวัน ( หมายถึงเก็บขยะในห้องพักขยะใส่ถุงดำแล้วมัดปากถุงทุกวันระหว่างรอ กทม. มาเก็บ เพื่อป้องกันกลิ่นโชยย้อนขึ้นไปตามปล่องขยะ ) ส่วนการล้างทำความสะอาดห้องขยะ แม่บ้านเขาก็ทำของเขาเป็นปกติสัปดาห์ละครั้งอยู่แล้ว

เรื่องเศษกระดาษและก้นบุหรี่ในลิฟต์ เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งก็คือแม่บ้านเข้างาน 7 โมงเช้า แล้วเลิก 4 โมงเย็น พอหลังสี่โมงเย็นก็ไม่มีคนคอยดูแลลิฟต์ เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่มักง่ายบางท่านก็ทิ้งก้นบุหรี่ไว้ในลิฟต์อย่างที่ว่า พอshe เลิกงานกลับมาดึก ๆ ก็เลยเห็นสภาพลิฟต์เป็นแบบนั้น ผมก็เลยให้แม่บ้านเอาถังขยะชนิดที่มีถาดใส่ทรายสำหรับดับก้นบุหรี่อยู่ด้านบนมาวางไว้หน้าลิฟต์ เพื่อให้ลูกบ้านใช้ทิ้งเศษกระดาษและดับบุหรี่ก่อนเข้าลิฟต์ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ รปภ. ประจำจุดหน้าลิฟต์ ให้ช่วยเตือนลูกบ้านที่สูบบุหรี่ด้วยว่า กรุณาดับบุหรี่ก่อนเข้าลิฟต์

ส่วนเรื่องการออกแบบตกแต่งภายในลิฟต์ ที่มืดๆ ทึมๆ อย่างที่ she คอมเพลนมา ผมก็นั่งคิดด้วยความจนด้วยเกล้าว่า ผมจะไปทำอะไรได้ ก็เจ้าของโครงการเขาออกแบบตกแต่งแล้วส่งมอบมาในสภาพแบบนั้น ถ้าผมจะขออนุมัติงบจากคณะกรรมการ เพื่อมาปรับปรุงหน้าตาลิฟต์ รับรองได้เลยว่า ไม่ผ่าน เพราะเงินไม่ค่อยมี เก็บไว้จ่ายเงินเดือนพนักงานดีกว่า ส่วนลิฟต์ตัวที่เดี้ยงก็เคยคุยกันในที่ประชุมกรรมการแล้วว่า คน( ลูกบ้าน ) ยังอยู่ไม่เยอะ ลิฟต์ที่ใช้ได้อีกสองตัวก็น่าจะพอบริการลูกบ้านตึกโน้นได้อยู่ ( มี 2 อาคาร อาคารละ 3 ตัว )

หลังจากผ่านไปประมาณ 1 เดือน She ก็ทำตามอย่างที่พูดคือไม่ยอมจ่าย ผมก็ออกหนังสือทวงถามครั้งที่ 2 พอได้รับปุ๊บ she ก็โทรมาปั๊บ ไม่พอใจที่ได้รับหนังสือทวงถามครั้งที่ 2 พร้อมกับพูดว่า สิ่งที่ฉันพูดกับคุณเมื่อเดือนที่แล้ว ฉันไม่เห็นคุณทำหรือแก้ไขอะไรซักอย่าง แล้วยังมีหน้ามาทวงฉันอีก แล้วก็ คอมเพลน เรื่องเก่าๆ เดิมๆ เหมือนแผ่นเสียงตกร่องยังไงยังงั้น ผมพยายามชี้แจงว่าว่า ผมได้ปรับปรุงอะไรไปบ้าง she บอกว่า ปรับปรุงอะไร ฉันก็เห็นทุกอย่างมันเหมือนเดิม ลิฟต์ก็ยังมืดๆ ทึมๆ อยู่ ลิฟต์ตัวที่เสียมาเป็นชาติแล้วก็ไม่รู้จักซ่อมให้มันใช้ได้ซักที

ผมก็ตอบว่า มันเป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำ มันเป็นมติของที่ประชุมกรรมการ คุณพี่หรือใครไม่จ่ายผมก็ต้องออกหนังสือฉบับที่สองตามขั้นตอน แล้วผมก็ขอเรียนคุณพี่ให้ทราบไว้เลยว่า ข้อบังคับของคอนโดให้ตัดน้ำ ถ้าคุณพี่ค้าง 3 งวด she บอกว่า คุณแน่จริง คุณก็ลองตัดดูซิ คุณตัดเมื่อไร ฉันจะแจ้งความ ผมบอกไม่ต้องลองหรอกครับคุณพี่ ถ้าเดือนหน้าคุณพี่ไม่จ่ายผมมีความจำเป็นต้องตัดจริงๆ she บอกว่า ได้ แล้วฉันจะคอยดู แล้วก็วางสายไป

แล้วเดือนที่ 3 ก็มาถึง พอได้รับหนังสือทวงถามปุ๊บ she ก็โทรมาอีกตามเคย แล้วก็ คอมเพลนเรื่องเก่าๆ เดิมๆ แบบแผ่นเสียงตกร่องเหมือนเดิม แต่รอบนี้ผมเห็นว่าเป็นรอบ final แล้ว เพราะถ้าไม่จ่ายจริงๆ ผมมีความจำเป็นต้องตัดน้ำจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ห้องคุณพี่เขาห้องเดียว มีค้างแบบนี้อีกเป็น 20 –30 ห้อง ผมเองไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไรมากมาย ใจจริงผมถ้าเลี่ยงได้ ผมอยากให้การตัดน้ำเป็นทางเลือกสุดท้ายมากว่า

แต่สำหรับ she ท่านนี้ ผมดูพฤติกรรมการดำเนินชีวิตแล้ว she ไม่ได้อัตคัดขัดสนแต่ประการใด she มีธุรกิจห้องอาหาร มีคอนโดอีกที่หนึ่ง ( อันนี้ทราบจากปากของ she เอง เวลา she คอมเพลน she ชอบเอาเรื่องห้องอาหารของ she กับคอนโดอีกที่ที่ว่า มาเปรียบเทียบกับคอนโดที่ผมดูแล ทำนองว่า ห้องอาหารของ she มีระบบการจัดการขยะที่ดีกว่า ไม่มีกลิ่นตกค้าง คอนโดอีกที่ของ she ลิฟต์ก็ดีกว่า สวยกว่า อะไรประมาณนั้น ) แล้ว she ก็มีคนขับรถส่วนตัวด้วย ค่าส่วนกลางแค่เดือนละพันกว่าบาท ทำไม she ถึงงอแง บ่ายเบี่ยงมาตลอด ผมต้องค้นหาแรงจูงใจของ she นานพอสมควรทีเดียวกว่าจะเข้าใจ แล้วเดี๋ยวจะเฉลยในตอนท้ายนะครับ

ทีนี้พอผมเห็นว่า เป็นการทวงถามครั้งสุดท้ายก่อนตัดน้ำ โดยที่ผมเองก็ไม่อยากตัดน้ำของใคร นึกถึงความเดือดร้อนเวลาอยู่บ้านแล้วไม่มีน้ำใช้ ความรู้สึกคงไม่ต่างกัน ผมก็พยายามชี้แจงปัญหาทุกอย่างที่ she คอมเพลนว่า บางสิ่งบางอย่างก็เกินความสามารถของผมที่จะแก้ได้ คุณพี่ก็ต้องเข้าใจผมบ้าง อย่างเรื่องกลิ่นขยะผมได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว ลูกบ้านที่อยู่ชั้นใกล้ๆกับคุณพี่ ทั้งชั้นล่างและชั้นบนของชั้นคุณพี่ ก็ไม่เห็นมีใครคอมเพลนเหมือนคุณพี่เลยซักคน she บอกว่า คุณรู้ได้อย่างไรว่าเพื่อนบ้านฉันเขาไม่คอมเพลน เขาไม่คอมเพลนกับคุณแต่เขามาคอมเพลนกับฉัน ทั้งเรื่องลิฟต์หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เจอฉันทีไรเขาก็มาบ่นว่าเสียดายและเสียใจที่มาซื้อคอนโดโครงการนี้

ผมคิดในใจว่า แบบนี้มันบ้าชัดๆ คุณถูๆไถๆ ไปได้ทุกเรื่อง เพื่อนบ้านคุณเขาจะไปคอมเพลนกับคุณเพื่ออะไร คอมเพลนกับคุณแล้วคุณจะช่วยแก้ปัญหาอะไรให้เขาได้ คุณไม่ได้เป็นฝ่ายจัดการ คุณก็เป็นลูกบ้านท่านหนึ่งเหมือนกัน แล้วผมก็มีคติส่วนตัวของผมว่า พึงเอาชนะคนดีด้วยการปฏิบัติต่อเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า พึงเอาชนะคนเลวด้วยการปฏิบัติต่อเขาด้วยสิ่งที่เลวกว่า เพราะฉะนั้น การจะเอาชนะคนบ้าได้ เราก็ต้องกล้าทำในสิ่งที่บ้ากว่าเช่นกัน

ผมสวนเลยครับว่า สิ่งที่คุณพี่พูดจะจริงหรือเท็จผมไม่ทราบได้ เพราะเพื่อนบ้านคุณพี่เขาไปคอมเพลนกับคุณพี่ ไม่ได้มาคอมเพลนกับผม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมกล้ายืนยันกับคุณพี่ได้เลยว่าเป็นความจริงคือ เพื่อนบ้านคุณพี่ทั้งชั้นล่าง ชั้นบน และชั้นเดียวกัน เขาจ่ายค่าส่วนกลางกันทุกห้อง ยกเว้นห้องคุณพี่ห้องเดียวนี่แหละที่ไม่เคยจ่ายเลยมาเป็นปีแล้ว ถ้าผมแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นขยะให้คุณพี่ไม่ได้ ผมก็ยอมรับว่าเป็นการทำหน้าที่ที่บกพร่องของผม ถ้าคุณพี่เดือดร้อน เพื่อนบ้านของคุณพี่เขาก็ต้องเดือดร้อนด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือเพื่อนบ้านของคุณพี่เขาไม่เคยบกพร่องต่อการทำหน้าที่ของเจ้าของร่วมที่ดีเลยซักคน

แล้วเรื่องลิฟต์ก็เหมือนกัน การตกแต่งภายในลิฟต์ที่เป็นอย่างที่คุณพี่เห็น มันเป็นสภาพที่เจ้าของโครงการเขาตกแต่งแล้วส่งมอบมา ผมมารับงานที่นี่ก็เห็นมันเป็นแบบนี้แล้ว จะให้ผมทำอย่างไร ผมเคยเสนอกรรมการเพื่อเอางบมาปรับปรุงเขาก็ไม่อนุมัติ เพราะคอนโดไม่ค่อยมีเงิน ส่วนเรื่องลิฟต์ตัวที่เสีย ต้องใช้เงินซ่อมเป็นล้าน แต่คอนโดเรามีเจ้าของร่วมอย่างคุณพี่ ค้างค่าส่วนกลางรวมกันร่วมสองล้านกว่าบาท ถ้าคุณพี่ไม่ให้ความร่วมมือในการจ่าย คอนโดก็คงไม่มีกำลังที่จะซ่อมได้หรอกครับ

She ย้อนกลับว่า ที่ลูกบ้านเขาไม่อยากจ่ายเพราะเขารู้ว่าจ่ายไปแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เขาจะจ่ายไปเพื่ออะไร แล้วยิ่งสภาพลิฟต์คุณเป็นแบบนี้นะ อย่าหวังเลยว่าฉันจะจ่าย ผมถามกลับว่า เอาแบบนี้ดีไหมครับคุณพี่ ผมเห็นว่าค่าส่วนกลางที่คุณพี่จะต้องจ่ายให้คอนโด มันก็แค่เดือนละพันกว่าบาท แล้วยอดเงินที่คุณพี่ค้างมาเป็นปีมันก็รวมๆกันก็ประมาณหมื่นกว่าบาทนิดหน่อย เงินจำนวนแค่นี้มันไม่พอที่จะเอามาปรับปรุงลิฟต์ให้ดี ให้สวยงามอย่างที่คุณพี่ต้องการได้หรอกครับ ถ้าคุณพี่ต้องการให้ลิฟต์สวยสมดั่งใจแล้วละก็ ผมเสนอให้คุณพี่ซื้อลิฟต์ของคอนโดตัวที่เสียแล้วเอาไปซ่อมใช้เป็นลิฟต์ส่วนตัวเลยดีมั๊ยครับ ผมบอกราคาคุณพี่คร่าวๆเลยก็ได้ว่า ถ้ารวมค่าซ่อมแล้วก็คงไม่เกินสองล้านห้าครับ

She สวนทันทีว่า ถ้าฉันซื้อแล้วคนอื่นไม่มาใช้ของฉันก็โอเคซิ ผมบอก อันนี้แน่นอนครับ ผมจะส่งมอบกุญแจให้คุณพี่ 1 ชุด ให้คุณพี่ไปควบคุมดูแลเปิดปิดเองได้ตามใจเลยครับ แต่คุณพี่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าให้คอนโดนะครับ ผมคิดแค่หน่วยละ 5 บาทเอง ค่าดูแลรักษาพี่ก็ไปทำสัญญาจ้างบริษัทติดตั้งลิฟต์เขาดูแลให้ แบบไม่รวมอะไหล่ตัวเดียวก็ไม่น่าจะเกินปีละห้าหมื่นนะผมว่า

She เงียบไปซักพักแล้วพูดว่า คุณอย่ามาพูดแบบนี้กับฉันซิ เพราะเรื่องที่คุณพูดมันเป็นไปไม่ได้ ฉันจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อลิฟต์ราคาเป็นล้านสองล้าน ผมบอกว่า คอนโดก็เหมือนกันครับ ไม่มีเงินเป็นล้านสองล้านมาซ่อมลิฟต์เหมือนกันครับ ผมขอให้คุณพี่ชำระมาบ้างอย่าเงียบหายไป เพราะบัญชีลูกหนี้เคลื่อนไหวของคุณพี่มันนิ่งสนิทมาเป็นปีแล้ว เงินเพิ่ม (ค่าปรับ) 12% ตามกฎหมายใหม่ก็เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว ถ้าคุณพี่ค้างเกินหกเดือนคุณพี่ต้องเสียเงินเพิ่ม 20% แล้วส่งเรื่องฟ้องศาลบังคับชำระหนี้ด้วยนะครับ she บอกว่า คุณลองฟ้องดูซิ คุณฟ้องฉันเมื่อไหร่ ฉันก็จะฟ้อง สคบ. เหมือนกัน ว่าคอนโดคุณหลอกลวงผู้บริโภค ลิฟต์ก็มีไม่ครบ ระบบป้องกันไฟไหม้ก็ไม่มี คุณไม่ต้องมาขู่ฉันหรอก ฉันไม่เคยกลัวพวกคุณเลย สามีฉันมีเพื่อนเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในกรมตำรวจ ฉันจะขอความช่วยเหลือเมื่อไรก็ได้

ผมก็บอกว่า ผมไม่ได้ขู่ แต่ผมแจ้งขั้นตอนของกฎหมายคอนโดให้คุณพี่รับทราบ และสิ่งที่ผมได้ดำเนินการกับคุณพี่มาตลอดระยะเวลา 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของคอนโดทุกประการ เพราะฉะนั้นกลางเดือนนี้ ถ้าครบรอบบัญชีแล้วคุณพี่ยังไม่มาจ่าย ผมก็จะระงับจ่ายน้ำห้องคุณพี่นะครับ ผมแจ้งให้คุณพี่ทราบเท่านี้แหละครับ สวัสดีครับ แล้วผมก็วางสายไป

แล้วผมก็ทำประกาศแจ้งเป็นครั้งสุดท้ายว่า มีห้องชุดใดบ้างที่จะต้องโดนระงับการจ่ายน้ำกลางเดือนนี้ ซึ่งก็มีห้องของคุณพี่ที่ว่านี้ด้วย หลังจากนั้นประมาณ1 สัปดาห์ก่อนครบกำหนด she ก็ให้คนขับรถเอาเงินมาจ่ายสามพันบาท พร้อมฝากคนขับรถมาบอกว่า จะจ่ายให้แค่เดือนละสามพันบาท จนกว่าอะไรหลายๆอย่างจะได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น ( ยังไม่วายออกฤทธิ์ )

หลังจากนั้นประมาณซัก 2 –3 เดือน she ก็แจ้งลงมาว่าน้ำรั่วเข้าห้อง ผมก็รับเรื่องแล้วนัดหมายบริษัทประกันพร้อมช่างเข้ามาสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อแจ้งเคลมไปตามขั้นตอน นั่นเป็นครั้งแรกทีผมกับ she ได้พบเจอตัวจริงซึ่งกันและกัน หลังจากปะทะกันทางโทรศัพท์มาหลายยก ผมก็แสดงความจริงใจในการบริการให้ she อย่างเต็มที่ครับ เพราะมันเป็นหน้าที่

พอเสร็จเรียบร้อยก่อนจากกัน she ก็บอกว่า นี่คุณผู้จัดการ ห้องข้างๆฉันที่มันว่างๆ ไม่มีคนอยู่เนียะ เวลากลางคืนฝนตกลมแรงประตูมันโดนลมตี เสียงดังตึงๆตังๆ ฉันหนวกหูมาก นอนไม่หลับเลย สงสัยเจ้าของห้องเขาลืมปิดหน้าต่าง ผมบอกครับ เดี๋ยวจะตรวจสอบหาเจ้าของห้องแล้วแจ้งให้มาปิดให้เรียบร้อย she ทำหน้าไม่ค่อยพอใจ แล้วบอกว่า ทำไมต้องรอเจ้าของห้อง คุณเป็นนิติ คุณเป็นเจ้าของอาคาร คุณก็ต้องมีสิทธิ์ดำเนินการซิ ผมได้ยินประโยคนี้ปุ๊บ ผม get ทันทีครับ ว่าแรงจูงใจของ she คืออะไร

ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น หมายถึงที่ she คอมเพลนโน่น นี่ นั่น ตลอดมา แล้วดูเหมือนเธอจะใช้สิ่งที่คอมเพลนเป็นเงื่อนไขในการไม่จ่ายค่าส่วนกลาง และก็คาดหวังว่าจะให้มันดีขึ้นตามที่she ต้องการ เป็นเพราะsheสับสนครับ she สับสนว่า นิติบุคคลอาคารชุดคือเจ้าของโครงการครับ she เข้าใจว่า นิติบุคคลคือแผนกหนึ่งของบริษัทเจ้าของโครงการ she ถึงพูดกับผมว่าเสียดายเงินและเสียใจที่ซื้อห้องชุดคอนโดหลังนี้ she ถึงคิดจะเอาเรื่องลิฟต์ไม่ครบไปฟ้อง สคบ. เพราะคิดว่าลิฟต์เป็นของเจ้าของโครงการ แล้วเหมือนที่ she กับผมรู้ก็คือ ห้องข้างๆ she ที่ไม่มีคนอยู่แล้วไม่ปิดหน้าต่างลมพัดประตูดังนั้น เป็นห้องว่างของเจ้าของโครงการที่ขายไม่ออก she ถึงพูดว่า คุณเป็นนิติ เป็นเจ้าของอาคาร ต้องมีสิทธิ์ดำเนินการ คือเข้าไปปิดหน้าต่างห้องที่ว่า

ผมต้องชี้แจงว่า มันเป็นห้องของใครไม่ทราบ เหมือนห้องคุณพี่ ถ้าสมมุติว่าคุณพี่ไปต่างจังหวัดแล้วลืมปิดหน้าต่าง ลมตีประตูเสียงดัง แล้วผมเปิดห้องคุณพี่เข้ามาโดยพลการคุณพี่คงรู้สึกไม่ดีแน่นอน

คล้ายกับลูกบ้านอีกราย เป็นสุภาพสตรีเหมือนกัน she มาจ่ายค่าส่วนกลางประจำงวด ผมเลยลองสอบถามดูว่าถ้าจะปรับเพิ่มค่าส่วนกลางจากเดิมเท่านี้ เป็นเท่านี้ คุณพี่มีความคิดเห็นอย่างไร she ตอบเลยว่า ขอให้คุณปรับปรุงให้ดีก่อนเถอะแล้วค่อยมาเพิ่ม คุณพี่จะให้ปรับปรุงอะไรบ้างครับ she บอกเอาแค่สระว่ายน้ำ คุณทำให้มันใสสะอาดกว่านี้ได้ซะก่อน ทุกวันนี้พี่บอกคุณตรงๆว่า พี่ไม่กล้าว่ายน้ำในสระของคุณเพราะไม่มั่นใจเรื่องความสะอาด พี่ต้องไปว่ายที่คอนโดของลูกพี่ที่อื่น เห็นปุ๊บมั่นใจเลยว่ากล้าลงไปว่าย

ผมบอกว่าเรื่องนี้ผมยินดีปรับปรุงให้เพราะไม่ได้ยากเกินไป แต่มีทรัพย์สินส่วนกลางอีกหลายรายการที่ชำรุดต้องซ่อมใหญ่ ต้องเก็บเงินเพิ่มแล้วมาช่วยแชร์กัน she บอกว่า พวกคุณก็ซ่อมไปซิ ถ้าพี่เห็นว่าดีขึ้นพี่ก็ยินดีที่จะจ่าย ผมถามว่า คุณพี่คิดว่าไก่กับไข่อันไหนเกิดก่อนกันครับ ถ้าคุณพี่ไม่เพิ่มเงินให้ผม แล้วผมจะเอาเงินที่ไหนมาซ่อมให้คุณพี่ละครับ she ตอบว่า ทรัพย์สินส่วนกลางก็เป็นของคุณ คุณจะซ่อมก็ซ่อมไป หน้าที่ของพวกคุณก็คือต้องทำให้มันใช้งานได้ดีเหมือนเดิมอยู่แล้ว ทำไมต้องมาเก็บเงินพี่ด้วยล่ะ

ฟังแล้วผมไปต่อไม่เป็นเลยครับ รู้สึกสับสนไปหมดครับ ไม่ทราบจะตอบพี่ท่านว่าอย่างไรดี

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ลูกบ้านคอนโด : ลูกบ้านผู้น่าสงสาร


ลูกบ้านผู้น่าสงสาร

ลูกบ้านท่านนี้เลือกซื้อห้องชุดในทำเลที่สวยที่สุดมุมหนึ่งของอาคาร อยู่ชั้นบนสุดของคอนโด 30 ชั้น แล้วเป็นห้องมุมที่มีมุมหนึ่งของห้องเป็นกระจก สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ชัดเจน สวยงามมาก แต่สำหรับคนอย่างเราๆ เวลาไปยืนตรงมุมห้องที่เป็นกระจก แล้วมองวิวออกไปนอกห้อง บนชั้น 30 ของคอนโด ก็เล่นเอาแข้งขาอ่อนแรงไปได้เหมือนกัน แต่ทำไมเจ้าของห้องท่านนี้ถึงชื่นชมวิวทิวทัศน์แบบนี้ได้ โดยไม่มีอาการแข้งขาอ่อนแรงเหมือนเราครับ คำตอบคือท่านประกอบอาชีพเป็นนักบินครับ ขับเครื่องบินพาณิชย์ ทำงานอยู่บนที่สูงจนเคยชิน คงจะเคยชินจนรู้สึกว่าถ้าอยู่บ้านที่มีพื้นติดกับดิน หรือคอนโดชั้นเตี้ยๆคงจะอึดอัดนะผมว่า

ครั้งแรกที่ผมพบกับท่านผู้นี้ ก็ด้วยเหตุที่คอนโดกำลังเร่งรัดจัดเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของร่วมค้างชำระ ซึ่งตามกระบวนการผมก็ออกหนังสือแจ้งให้ชำระครั้งที่ 1 พร้อมกับอธิบายว่ากฎหมายคอนโดฉบับใหม่กำหนดอำนาจให้นิติบุคคลทำอะไรได้บ้าง เช่นคิดเงินเพิ่มในอัตราไม่เกิน 12% ต่อปีของยอดค้างชำระ โดยไม่คิดทบต้น (มาตรา 18/1) ข้อบังคับของคอนโดก็ระบุว่าค้างชำระเกิน 3 เดือนจะถูกระงับน้ำประปา ถ้าเกิน 6 เดือนก็จะคิดเงินเพิ่มอีก 20% ต่อปี ของยอดค้างชำระ งดให้บริการส่วนรวมและไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วม (มาตรา 18/1) พร้อมถูกฟ้องบังคับชำระหนี้ โดยผู้จัดการนิติบุคคล ( มาตรา 36(6) )

พอได้รับท่านก็มาพบผมพร้อมกับหนังสือแจ้ง (เตือน) ให้ชำระค่าส่วนกลาง ด้วยสีหน้าท่าทางไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไรนัก คำถามแรกที่ท่านทักทายผมก็คือ เปลี่ยนผู้จัดการอีกแล้วหรือนี่ ผมก็ตอบว่าครับ พร้อมกับแนะนำตัวว่าผมมาจากบริษัทอะไร เริ่มเข้ามารับงานเมื่อไร มีอะไรให้ผมบริการก็เชิญนะครับ

ท่านตอบว่ามีแน่ แล้วก็แสดงหนังสือแจ้งเตือนที่ว่าในมือ พร้อมกับถามผมว่า คุณเป็นคนออกหนังสือฉบับนี้ใช่หรือเปล่า ผมก็ตอบว่า ถูกต้องครับ ผมออกเพื่อแจ้งเตือนให้กับเจ้าของร่วมทุกท่านที่ค้างชำระเกินกำหนด เป็นหน้าที่ที่ผมได้รับมอบหมายมาจากคณะกรรมการคอนโด ท่านก็ถามว่า แล้วกรรมการคอนโดหรือคุณผู้จัดการ ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องผมหรือเปล่า ผมก็ตอบไม่ทราบครับ

ท่านก็เชิญผมไปดูสภาพปัญหาห้องของท่าน พอขึ้นไปดูผมถึงกับอึ้งเลยครับ ตามที่เกริ่นให้ฟังว่า โดยที่ห้องของท่านเป็นห้องที่มีมุมกระจก แล้วก็อยู่ชั้นบนสุดของอาคาร วิบากกรรมของลูกบ้านท่านนี้ก็คือ เวลาฝนตกทีไร น้ำฝนจะรั่วซึมจากดาดฟ้าหลังคาตึก เข้ามาทางฝ้าเพดานตรงมุมกระจกทุกทีไป

เสร็จแล้วก็พากันลงมาคุยกันต่อในห้องทำงานผม เดิมทีท่านใช้ปัญหาสภาพฝนรั่วเข้าห้องเป็นเครื่องมือต่อรองกับผมว่า เหตุผลที่ท่านไม่ยอมจ่ายค่าส่วนกลางเพราะคอนโดไม่ยอมดูแลแก้ไขปัญหาให้ท่าน ท่านจะไม่จ่ายจนกว่าคอนโดจะแก้ไขปัญหาให้ท่านได้ อันที่จริงแล้วคอนโดควรจะงดเก็บค่าส่วนกลางจากท่านด้วยซ้ำไป เพราะท่านได้รับความเดือดร้อนจากการบริหารของคอนโด

ผมก็ตอบไปว่า เป็นสิทธิ์และเหตุผลส่วนตัวของท่านที่จะคิดแบบนั้น แต่ถ้าท่านไม่จ่าย คอนโดก็จะคิดค่าปรับ ( เงินเพิ่ม ) ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แล้วยิ่งนานไป ถ้าค้างเกิน 3 เดือนผมก็จะต้องงดจ่ายน้ำประปาให้กับท่าน แล้วถ้าค้างเกิน 6 เดือนก็จะคิดค่าปรับ 20% แถมฟ้องบังคับชำระหนี้ด้วยนะครับ อันนี้ผมไม่ได้ขู่นะครับ เพียงแต่แจ้งข้อกำหนดอำนาจของนิติบุคคลอาคารชุดตามกฎหมายให้ท่านทราบ

เท่านั้นแหละครับ ท่านก็หน้าแดง ( ด้วยความไม่พอใจ ) ขึ้นมาทันควัน บอกผมว่า ท่านไม่ค่อยมั่นใจว่าสิ่งที่ผมพูด เป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นสิ่งที่คอนโดกำหนดขึ้นเอง ผมก็ยืนยันว่ากฎหมายกำหนดแน่นอน ท่านก็ว่า งั้นขอสำเนากฎหมายที่ว่าให้ท่านหน่อย ท่านจะขอเอาเรื่องไปปรึกษากับทนายความของท่าน ผมก็ถ่ายสำเนาให้ตามความต้องการของท่าน

ผ่านไปประมาณซัก 2 อาทิตย์ ท่านก็มาพบกับผมด้วยท่าทีที่อ่อนโยนลง พร้อมกับบอกว่า ท่านได้ปรึกษาทนายความแล้ว ทนายบอกเป็นหน้าที่ ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ต้องจ่ายจริงๆ ( ผมคิดในใจ ก็จริงนะซิ ! ผมจะโกหกท่านทำไม ! ) แต่เรื่องค่าส่วนกลางที่ท่านค้าง จริงๆแล้วท่านพร้อมและมีกำลังที่จะจ่าย แต่ท่านไม่มีอะไรเป็นเครื่องการันตีว่า ห้องชุดของท่านจะได้รับการแก้ไขปัญหา ( คือท่านค้างชำระมานานก่อนที่ผมจะเข้ามารับงาน โดยเหตุผลที่ไม่มีใครดูแลแก้ไขปัญหาให้กับท่าน )

ผมบอกว่า เอาอย่างนี้ซิครับท่าน ให้ท่านทำหนังสือร้องเรียนเรื่องความเดือดร้อนของท่านไปที่คณะกรรมการฯ โดยผ่านมาที่ผม แล้วผมจะนำเรื่องเข้าเสนอที่ประชุมกรรมการฯให้ท่านเอง ส่วนเรื่องค่าส่วนกลางท่านก็ทยอยจ่ายมาก็ได้ เอาเป็นว่า 1 เดือนจ่าย 2 ยอด ชำระมาเรื่อยๆเดี๋ยวมันก็ทันกันเอง อย่าให้บัญชีนิ่งเงียบก็แล้วกัน แต่ที่สุดแล้วถ้าคอนโดแก้ไขปัญหาให้ท่านได้ ท่านต้องชำระยอดค้างทั้งหมดพร้อมค่าปรับตามเงื่อนไขนะครับ ท่านก็ตอบตกลง

แล้วหนังสือร้องเรียนเรื่องน้ำรั่วเข้าห้องก็มาถึงมือผม อ่านแล้วผมถึงกับอึ้งซึ้งใจบอกไม่ถูก เป็นการเขียนร้องเรียนปัญหา ที่ปะปนความคับข้อง อึดอัดใจ ที่ถูกสะสมมานาน โดยที่ท่านเป็นลูกครึ่งฝรั่งปนไทย ท่านพูดภาษาไทยได้ แต่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก แบบฝรั่งพูดภาษาไทยโดยทั่วๆไป แต่เวลาท่านเขียนท่านเขียนมาเป็นภาอังกฤษ ผมก็แปลเป็นภาษาไทย แล้วก็บรรจุเข้าวาระการประชุมตามระเบียบ

เนื้อหาในจดหมายก็ประมาณว่า ข้าพเจ้าซื้อคอนโดห้องนี้เพื่อหวังว่าจะใช้เป็นที่พักผ่อนอย่างสงบ หลังกลับจากการทำงานที่เหน็ดเหนื่อย แต่กลับกลายเป็นว่ากลายเป็นห้องที่สร้างแต่ความโกลาหล วุ่นวาย เหนื่อยหน่ายให้กับข้าพเจ้าตลอดมา ท่านทั้งหลาย ( หมายถึงกรรมการฯ ) คงจะนึกภาพออกว่าการที่จะต้องพักอาศัยอยู่ในห้องที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำบริเวณพื้นห้อง ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร

บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าต้องตื่นขึ้นมากลางดึก เพื่อมาจัดการกับน้ำที่รั่วซึมเข้าห้องจากฝ้าเพดานทุกครั้งที่ฝนตก จนกลายเป็นคืนฝันร้ายของข้าพเจ้าไปเลย ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าต้องเดินทางไปทำงาน ( ขับเครื่องบิน ) แล้วพบสภาพพายุฝนฟ้าคะนอง ทำให้เกิดความรู้สึกกังวลถึงห้องพักของข้าพเจ้าเองว่า จะเกิดน้ำรั่วและความเสียหายอย่างไรบ้างเมื่อกลับถึงบ้าน ทำให้ข้าพเจ้าสูญเสียสมาธิในการทำงานเป็นอย่างมาก ( อันนี้น่าเป็นห่วงนะ ขับเครื่องบินแล้วไม่มีสมาธิ คิดแล้วเครียดแทนผู้โดยสารจัง )

ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าได้เคยแจ้งให้ผู้จัดการคอนโดคนแล้วคนเล่า ได้รับทราบถึงปัญหาของข้าพเจ้าทั้งทางวาจาและทางหนังสือ แต่ก็ไม่มีใครทำอะไร ไม่ทำเลยจริงๆ ( นี่ถ้าเป็นแบบสำนวนไทยๆ ก็ต้องเติมคำว่า “ พับผ่าเถอะ “ ต่อท้ายด้วยอีกคำ ) จนเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า แทนที่จะมีคนเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาให้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากลับได้รับหนังสือทวงถามค่าใช้จ่ายส่วนกลางพร้อมกับการขู่ที่จะตัดน้ำของข้าพเจ้า อีกทั้งยังขู่จะนำเรื่องนี้ขึ้นฟ้องศาล เพื่อบังคับให้ข้าพเจ้าชำระ ( อันนี้ฝีมือผมเอง แต่ไม่ได้ขู่ เพียงแต่แจ้งมาตรการให้ทราบล่วงหน้าครับ )

จริงอยู่ที่การบังคับให้ข้าพเจ้าชำระเป็นสิทธิ์ของท่าน แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านก็เป็นผู้ที่มีอำนาจที่จะผ่อนผันโดยการงดการเรียกเก็บค่าส่วนกลางจากห้องของข้าพเจ้า ตามเหตุผลที่ท่านทราบแล้วว่าข้าพเจ้าได้รับความเดือดร้อนจากการเพิกเฉยต่อการแก้ไขปัญหาของท่าน และก็เป็นสิทธิ์ของข้าพเจ้าเช่นกัน ที่จะนำกรณีนี้ขึ้นสู่ศาล จากการที่ท่านได้ขายห้องชุดที่มีสภาพต่ำกว่ามาตรฐานให้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้รับการพิจารณาจากท่าน

หลังจากนำเรื่องเข้าที่ประชุม คณะกรรมการก็มีมติให้จัดหาว่าจ้างช่างมาติดกันสาดด้านนอกอาคาร บริเวณดาดฟ้ามุมกระจกที่ว่า แทนที่จะจ้างช่างมาซ่อมแซมยิงซีลิโคนขอบกระจก โดยเหตุผลคือ งบประมาณมีจำกัด แล้วก็กว่าจะอนุมัติลงมือทำกันจริงๆ ก็ปลายปีหมดหน้าฝนพอดี พอต้นปีผมก็ได้รับคำสั่งย้ายไปดูแลคอนโดอื่น

แล้วก็พอเริ่มเข้าหน้าฝนของปีนี้ ผู้จัดการคนใหม่ของคอนโดหลังเดิมก็โทรมาสอบถามข้อมูลผม ว่าห้องชุดของท่านนักบินท่านนี้ มีที่มาที่ไปในการซ่อมอย่างไรบ้าง ผมก็เล่าให้ฟังพอสังเขปแล้วถามว่า โทรมาถามทำไม ผู้จัดการบอกผมว่า เมื่อ2คืนก่อนฝนตกหนัก น้ำรั่วเข้าห้องอีกแล้วครับท่าน น่าสงสารจริงๆ ( ฮือ ๆ )

ลูกบ้านคอนโด : เจ้าของร่วม ผู้ร่วมแต่ทุกข์ ?


ลูกบ้านคอนโด : เจ้าของร่วม ผู้ร่วมแต่ทุกข์ ?

แล้วก็ถึงคิวของกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดจริงๆกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้วตามโครงสร้างขององค์กรบริหารคอนโด น่าจะเป็นกลุ่มที่มีอำนาจสูงสุดในคอนโดด้วยซ้ำไป ซึ่งก็คือลูกบ้านหรือที่ภาษากฎหมายเรียกว่า เจ้าของร่วม ครับ

เจ้าของร่วมหรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Co-owner นั้น เป็นสถานภาพสุดท้ายของกลุ่มคนที่ว่านี้ โดยค่อยๆวิวัฒนาการมาตามลำดับ จากลูกค้ามุ่งหวังของเจ้าของโครงการ มาเป็นลูกค้าผู้มีพระคุณของฝ่ายขายคอนโด จนสุดท้ายกลายมาเป็นเจ้าของร่วมในคอนโด แล้วก็กลายมาเป็นลูกบ้านคอนโดของพ่อบ้าน (ผู้จัดการ) คอนโด

ทำไมถึงเรียกว่า เจ้าของร่วม ? มีอะไรร่วมกับอะไร ?

ถ้าในแง่มุมของกฎหมายคอนโด ความหมายของเจ้าของร่วม ก็คือ ผู้ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลาง ตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ที่ตนเองถือครองอยู่ ดังนั้น ท่านเจ้าของกรรมสิทธิ์ทั้งหลาย จึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง ตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ของท่านเช่นกัน

ขอนอกเรื่องมาคุยเรื่องอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ซักเล็กน้อย หลายท่านคงทราบแล้วว่า กฎหมายคอนโดฉบับปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงวิธีคิดอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ จาดการใช้ราคราซื้อขาย ณ วันจดทะเบียน มาเป็นคิดตามพื้นที่ห้องชุด โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า การคิดตามราคาซื้อขายน่าจะแฟร์กว่านะครับ (ถ้าราคาที่แจ้งเป็นราคาจริงๆ) คือซื้อแพงกว่าก็มีอัตราส่วนกรรมสิทธิ์มากกว่า ซื้อถูกกว่าก็มีน้อยกว่า เวลาโหวตลงมติในที่ประชุมใหญ่ ก็มีเสียงมากน้อยต่างกันตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์

เหมือนกับการที่เราจดทะเบียนตั้งบริษัทแล้วเอาเงินมาลงขันร่วมกัน ใครลงทุนหรือถือหุ้นมากกว่าก็ย่อมจะมีสิทธิมีเสียงมากกว่า เวลามีกำไรก็ได้รับเงินปันผลมากกว่า เวลาขาดทุนก็เจ็บตัวมากกว่า

แต่เงินค่าส่วนกลางไม่เหมือนเงินลงทุนบริษัทตรงที่ว่า หุ้นบริษัทลงทุนไปแล้วมีความเสี่ยงแล้วก็มีโอกาสได้รับเงินปันผล ค่าใช้จ่ายส่วนกลางชื่อก็บอกแล้วนะครับว่า เป็นค่าใช้จ่าย ลงทุนหรือจ่ายไปแล้วก็หมดไป พอขึ้นงวดใหม่ก็ก็จ่ายอีก นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เจ้าของร่วมหลายๆท่านถึงไม่อยากจะจ่ายหรือเปล่า เพราะจ่ายไปแล้วหลายท่านก็คาดหวังว่าจะได้สิ่งโน้นสิ่งนี้ แล้วก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วก็ตามเคยครับ พอไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองคาดหวังก็มาลงที่ผู้จัดการคอนโด ( อีกแล้ว )

ผมถึงให้คำจำกัดความตามความหมายของผมเองว่า เจ้าของร่วมที่กฎหมายคอนโดเขาเรียกขานกันนั้น น่าจะเป็นเจ้าของผู้ร่วมทุกข์มากกว่า เพราะเวลาท่านทั้งหลายมีความสุข ท่านก็จะสุขในโลก ( ห้องชุด ) ของท่านตามลำพัง แต่เวลาท่านพบทุกข์ (ในคอนโด) ทีไร คนแรกที่ท่านจะนึกถึงก็คงหนีไม่พ้นผู้จัดการคอนโด (ผู้น่าสงสาร) อย่างแน่นอน แบบนี้ไม่ให้เรียกว่า เจ้าของผู้ร่วมแต่ทุกข์ สุขไม่ยอมร่วม ได้อย่างไร

กรุณาอย่าซีเรียสนะครับ เอาแบบขำๆ นะครับ เพราะจริงๆแล้ว หน้าที่ของผู้จัดการคอนโดก็คือพ่อบ้าน เมื่อลูกบ้านประสบพบปัญหาแล้วไม่ไปหาพ่อบ้านแล้วจะให้ไปหาผู้ใด ?

ทีนี้พอมีลูกบ้านมาร้องเรียนบ่อยๆเข้า เป็นธรรมดาว่าความเครียดก็เริ่มเข้าครอบงำผู้จัดการบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ปัญหาบางอย่างที่สามารถแก้ไขได้ก็เป็นเรื่องน่ายินดี ปัญหาบางเรื่องก็สุดวิสัยที่ผู้จัดการจะแก้ให้ได้ เพราะต้นเหตุของปัญหาเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้จัดการ บางปัญหาก็เป็นเรื่องของเบื้องบน นโยบายของคณะกรรมการ หรืออื่นๆ

อย่างไรก็ตามผมอยากจะเล่าถึงลูกบ้านที่เคยเข้ามาร้องเรียนปัญหาต่างๆกับผม ซึ่งผู้จัดการคอนโดหลายท่านก็คงจะผ่านประสบการณ์เหล่านี้มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป โดยขอสรุปพฤติกรรมลูกบ้านและสภาพของปัญหาจากมุมมองของผมเองนะครับ